เปิดม่านมหกรรมยานยนต์ ครั้งที่ 42: เจาะลึก 5 ไฮไลต์เด่นแห่งอนาคตยานยนต์ไทยปี 2025
งานมหกรรมยานยนต์ ครั้งที่ 42 หรือ Thailand International Motor Expo 2025 เป็นเสมือนหน้าต่างบานใหญ่ที่เปิดให้เห็นทิศทางและอนาคตของอุตสาหกรรมยานยนต์ในประเทศไทยและระดับโลก บรรยากาศภายในงานคึกคักไปด้วยเทคโนโลยีอันล้ำสมัย ดีไซน์ที่โดดเด่น และนวัตกรรมที่พร้อมพลิกโฉมประสบการณ์การขับขี่ของเราไปตลอดกาล ในฐานะผู้คร่ำหวอดในวงการยานยนต์มากว่าทศวรรษ ผมได้มีโอกาสสำรวจและคัดสรรรถยนต์ 5 รุ่นเด่น ที่ไม่เพียงแค่ดึงดูดสายตา แต่ยังสะท้อนถึงเทรนด์สำคัญที่กำลังขับเคลื่อนตลาด ไม่ว่าจะเป็นการก้าวเข้าสู่ยุคของรถยนต์ไฟฟ้าเต็มรูปแบบ การยกระดับความสามารถของรถกระบะ ไปจนถึงการนำเสนอความหรูหราพร้อมประสิทธิภาพจากระบบขับเคลื่อนปลั๊ก-อินไฮบริด และรถยนต์ไฟฟ้าสำหรับคนเมือง ซึ่งแต่ละรุ่นล้วนมาพร้อมจุดแข็งและกลยุทธ์ที่น่าสนใจในการเผชิญหน้ากับคู่แข่งในตลาดที่ดุเดือดขึ้นทุกวัน มอเตอร์เอ็กซ์โปปีนี้จึงไม่ใช่แค่การจัดแสดงยานยนต์ แต่เป็นการแสดงวิสัยทัศน์ของแต่ละแบรนด์ในการก้าวไปข้างหน้าอย่างแท้จริง
Mercedes-Benz CLA 250+: สปอร์ตซีดานไฟฟ้าสุดหรูที่กำหนดนิยามใหม่แห่งสมรรถนะ
Mercedes-Benz CLA 250+ (เมอร์เซเดส-เบนซ์ ซีแอลเอ 250 พลัส) ถือเป็นหนึ่งในดาวเด่นที่สร้างความฮือฮาได้มากที่สุดในงาน Motor Expo 2025 การปรากฏตัวของสปอร์ตซีดานรุ่นนี้เป็นการตอกย้ำถึงความมุ่งมั่นของ Mercedes-Benz ในการผลักดันเข้าสู่ยุคของรถยนต์ไฟฟ้าอย่างเต็มตัว โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับการนำชื่อรุ่นยอดนิยมอย่าง CLA มาผสานกับเทคโนโลยีไฟฟ้า ภายใต้แนวคิด EQ ที่เป็นหัวใจสำคัญของยานยนต์ไฟฟ้าจากค่ายดาวสามแฉก
สิ่งที่ทำให้ CLA 250+ โดดเด่นอย่างแท้จริงคือการเป็นรถยนต์ไฟฟ้าเต็มตัวรุ่นแรกของสายพันธุ์นี้ ที่มาพร้อมกับมอเตอร์ไฟฟ้าแบบ Permanently Excited Synchronous Motors (PSM) ซึ่งขึ้นชื่อเรื่องประสิทธิภาพสูงและอัตราเร่งที่ทันใจ ให้กำลังสูงสุดถึง 202 กิโลวัตต์ หรือ 272 แรงม้า พร้อมแรงบิดมหาศาลที่ 335 นิวตันเมตร ขุมพลังนี้ไม่เพียงแค่ให้ความเร็วที่น่าประทับใจ แต่ยังมอบประสบการณ์การขับขี่ที่นุ่มนวล เงียบสงบ และไร้มลพิษ นอกจากนี้ ระบบส่งกำลังแบบ 2 จังหวะ (Two-speed transmission) ยังช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการใช้พลังงานในแต่ละย่านความเร็วได้ดียิ่งขึ้น ตอบโจทย์ทั้งการขับขี่ในเมืองและการเดินทางไกล
แบตเตอรี่ขนาด 800V ความจุ 85 กิโลวัตต์ชั่วโมง คืออีกหนึ่งหัวใจสำคัญที่ทำให้ CLA 250+ เป็นผู้นำในตลาด ด้วยความสามารถในการขับขี่สูงสุดถึง 792 กิโลเมตรต่อการชาร์จเต็มหนึ่งครั้ง ตามมาตรฐาน WLTP ซึ่งเป็นระยะทางที่ท้าทายขีดจำกัดของรถยนต์ไฟฟ้าในปัจจุบัน ทำให้ผู้ขับขี่หมดกังวลเรื่องระยะทางในการเดินทาง นอกจากนี้ ประสิทธิภาพการชาร์จพลังงานที่รองรับ DC Charge สูงสุดถึง 320 กิโลวัตต์ ยังเป็นจุดแข็งที่สำคัญ ด้วยการชาร์จเพียง 10 นาที ก็สามารถขับขี่ได้ไกลถึง 325 กิโลเมตร ทำให้การหยุดพักชาร์จเป็นเรื่องที่รวดเร็วและสะดวกสบาย เทคโนโลยีแบตเตอรี่ 800V ไม่เพียงช่วยเรื่องความเร็วในการชาร์จ แต่ยังช่วยลดการสูญเสียพลังงานและเพิ่มประสิทธิภาพโดยรวมของระบบขับเคลื่อนอีกด้วย
ภายในห้องโดยสาร CLA 250+ มาพร้อมกับระบบใช้งานที่ทันสมัย รองรับแอปพลิเคชัน A.I. ที่จะเข้ามาช่วยเพิ่มความสะดวกสบายและประสบการณ์การขับขี่ที่เป็นส่วนตัวยิ่งขึ้น หน้าจอแสดงผลที่ผสานเทคโนโลยีล้ำสมัยเข้ากับการออกแบบที่หรูหรา พร้อมระบบเชื่อมต่อที่ครบครัน ทำให้ทุกการเดินทางเป็นไปอย่างราบรื่นและเพลิดเพลิน
คู่แข่งในงาน Motor Expo 2025: Tesla Model 3
เมื่อกล่าวถึงสปอร์ตซีดานไฟฟ้า พลาดไม่ได้ที่จะพูดถึง Tesla Model 3 ซึ่งเป็นผู้บุกเบิกและยังคงเป็นผู้นำตลาดในหลายประเทศ แม้ในงาน Motor Expo 2025 Tesla จะจัดแสดงรุ่นมาตรฐาน แต่ก็มีทางเลือกของรุ่นท็อป Performance ที่ขับเคลื่อน 4 ล้อตลอดเวลาจากมอเตอร์ไฟฟ้า 2 ชุด ให้กำลังสูงสุด 460 แรงม้า อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. เพียง 3.1 วินาที ซึ่งเป็นตัวเลขที่น่าทึ่ง แบตเตอรี่ขนาด 75.0 กิโลวัตต์ชั่วโมง ให้ระยะทำการสูงสุด 528 กิโลเมตร (WLTP) พร้อมราคาที่ 2,199,000 บาท ซึ่งถูกกว่า CLA 250+ ที่คาดการณ์ไว้เล็กน้อย
ในแง่ของสมรรถนะ Tesla Model 3 Performance อาจดูเหนือกว่าในด้านอัตราเร่ง แต่ CLA 250+ ตอบโจทย์เรื่องระยะทางที่ไกลกว่าอย่างชัดเจน และมอบความหรูหรา พร้อมภาพลักษณ์ของแบรนด์พรีเมียมที่เป็นที่ยอมรับมายาวนาน Mercedes-Benz ยังคงเน้นย้ำถึงคุณภาพวัสดุ ความประณีตในการประกอบ และเทคโนโลยีช่วยเหลือผู้ขับขี่ที่ซับซ้อนและเชื่อถือได้ ซึ่งเป็นสิ่งที่ลูกค้ากลุ่มพรีเมียมให้ความสำคัญ การเลือกซื้อรถในกลุ่มนี้จึงเป็นการตัดสินใจที่อยู่บนพื้นฐานของความต้องการด้านประสบการณ์การขับขี่ ภาพลักษณ์ และความคุ้มค่าที่แตกต่างกันไปในแต่ละบุคคล
Toyota Hilux Travo Overland Plus 4Trex: นิยามใหม่ของกระบะลุยออฟโรดพร้อมความหรูหรา
ตลาดรถกระบะในประเทศไทยยังคงเป็นหัวใจสำคัญของอุตสาหกรรมยานยนต์ และ Toyota (โตโยต้า) ก็ไม่หยุดนิ่งที่จะพัฒนารถกระบะให้ตอบโจทย์การใช้งานที่หลากหลายยิ่งขึ้น Toyota Hilux Travo Overland Plus 4Trex (ไฮลักซ์ ทราโว โอเวอร์แลนด์ พลัส 4ทเรกซ์) ที่นำมาจัดแสดงในงาน Motor Expo 2025 นี้ ถือเป็นรุ่นท็อปที่ได้รับการออกแบบมาเพื่อการผจญภัยและการใช้งานแบบสมบุกสมบันโดยเฉพาะ พร้อมทั้งยังคงรักษามาตรฐานด้านความสะดวกสบายและความทันสมัยไว้ได้อย่างลงตัว
Hilux Travo Overland Plus 4Trex มาพร้อมเครื่องยนต์ดีเซล เทอร์โบ GD Super Power ขนาด 2.8 ลิตร ที่ได้รับการพิสูจน์แล้วในด้านความทนทานและพละกำลัง ให้กำลังสูงสุด 150 กิโลวัตต์ หรือ 204 แรงม้า พร้อมแรงบิดสูงสุด 500 นิวตันเมตร ซึ่งเพียงพอสำหรับการลากจูง การบรรทุกหนัก และการขับขี่ในเส้นทางออฟโรดที่ท้าทาย ระบบส่งกำลังเกียร์อัตโนมัติ 6 จังหวะทำงานได้อย่างราบรื่นและแม่นยำ ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการขับขี่ในทุกสภาพถนน
จุดเด่นของรุ่นนี้คือระบบขับเคลื่อน 4 ล้อที่ทันสมัย ซึ่งไม่เพียงแต่แข็งแกร่ง แต่ยังมาพร้อมโหมดการลุยทางสมบุกสมบันที่หลากหลาย เช่น โหมดหิน โหมดโคลน หรือโหมดทราย ที่ปรับการทำงานของเครื่องยนต์ เกียร์ และระบบควบคุมการทรงตัวให้เหมาะสมกับสภาพพื้นผิว ทำให้ผู้ขับขี่มั่นใจได้ว่าจะสามารถพารถไปได้ทุกที่ที่ต้องการ ไม่ว่าจะเป็นการเดินทางบนถนนลาดยาง หรือการบุกตะลุยเส้นทางธรรมชาติ นอกจากนี้ ยังติดตั้งระบบความปลอดภัยครบครัน ไม่ว่าจะเป็นระบบควบคุมการทรงตัว (VSC), ระบบป้องกันล้อหมุนฟรี (TRC), ระบบช่วยออกตัวบนทางลาดชัน (HAC) และระบบควบคุมความเร็วขณะลงทางชัน (DAC)
สิ่งที่น่าสนใจอีกประการคือ การปรับปรุงห้องโดยสารใหม่ให้มีความทันสมัยและลงตัวกับการใช้งานยิ่งขึ้น ด้วยวัสดุคุณภาพสูง การออกแบบที่คำนึงถึงหลักสรีรศาสตร์ และเทคโนโลยีความบันเทิงและเชื่อมต่อที่ครบครัน พวงมาลัยแปรผันการตอบสนองด้วยไฟฟ้า (EPS) ยังช่วยให้การควบคุมรถเป็นไปอย่างง่ายดายและแม่นยำในทุกย่านความเร็ว ไม่ว่าจะขับขี่ในเมืองหรือบนทางออฟโรด
คู่แข่งในงาน Motor Expo 2025: GWM Poer Sahar Ultra 4WD
ตลาดรถกระบะมีการแข่งขันที่สูงมาโดยตลอด โดยมีแบรนด์เจ้าตลาดอย่าง Isuzu และ Ford เป็นคู่แข่งสำคัญ แต่ในงาน Motor Expo 2025 นี้ GWM Poer Sahar Ultra 4WD (จีดับเบิลยูเอม โพเออร์ ซาฮาร์ อัลทรา โฟร์วีลไดร์ฟ) ได้ปรากฏตัวเป็นอีกทางเลือกที่น่าสนใจ แม้จะมีราคาแตกต่างกันในระดับหนึ่งก็ตาม GWM Poer Sahar Ultra 4WD มาพร้อมเครื่องยนต์ดีเซล เทอร์โบ 2.4 ลิตร กำลังสูงสุด 184 แรงม้า จุดเด่นสำคัญคือการออกแบบห้องโดยสารที่มีความทันสมัยไม่แพ้รถยนต์นั่งส่วนบุคคล และระบบขับเคลื่อน 4 ล้อตลอดเวลา พร้อมโหมดการขับขี่ที่หลากหลายคล้ายคลึงกับ Hilux Travo Overland Plus 4Trex ที่สำคัญคือราคาพิเศษช่วงเปิดตัวเพียง 999,000 บาท เท่านั้น
Hilux Travo Overland Plus 4Trex เน้นย้ำภาพลักษณ์ของกระบะออฟโรดที่แข็งแกร่ง ทนทาน และไว้วางใจได้ตามแบบฉบับของ Toyota ซึ่งเป็นสิ่งที่ลูกค้ากลุ่มกระบะให้ความสำคัญเป็นอันดับต้นๆ ขณะที่ GWM Poer Sahar Ultra 4WD ชูจุดเด่นที่ความคุ้มค่าด้านราคา ดีไซน์ภายในที่หรูหรา และเทคโนโลยีที่ครบครัน ทำให้เป็นตัวเลือกที่น่าพิจารณาสำหรับผู้ที่มองหากระบะที่มีราคาเข้าถึงได้ง่ายและมีฟังก์ชันการใช้งานที่ครบครัน การแข่งขันในตลาดนี้จึงเป็นการชิงส่วนแบ่งจากกลุ่มลูกค้าที่มีความต้องการที่หลากหลาย ทั้งในเรื่องของสมรรถนะ ภาพลักษณ์ และงบประมาณ
Nissan X-Trail e-Power e-4orce: ครอสโอเวอร์พลังไฟฟ้าที่ครบครันด้วยนวัตกรรมขับเคลื่อน 4 ล้อ
Nissan (นิสสัน) สร้างความประหลาดใจให้กับตลาดอีกครั้งด้วยการนำครอสโอเวอร์ชื่อคุ้นหูอย่าง X-Trail กลับมาทำตลาดพร้อมกับขุมพลังและเทคโนโลยีใหม่ล่าสุดในรุ่น X-Trail e-Power e-4orce (เอกซ์-ทเรล อี-พาวเวอร์ อี-ฟอร์ศ) ซึ่งเป็นการแสดงให้เห็นถึงวิสัยทัศน์ของ Nissan ในการนำเสนอรถยนต์ที่ผสานประสิทธิภาพการขับขี่แบบไฟฟ้าเข้ากับความสามารถของรถยนต์อเนกประสงค์ได้อย่างลงตัว
X-Trail e-Power e-4orce มาพร้อมเส้นสายที่คมเข้มและดุดัน สะท้อนถึงความแข็งแกร่งและพร้อมลุย ตัวถังขนาดใหญ่ในระดับ C-Segment มอบพื้นที่ภายในห้องโดยสารที่กว้างขวาง พร้อมเบาะนั่ง 3 แถว 7 ตำแหน่ง ที่สามารถปรับเปลี่ยนรูปแบบการใช้งานได้อย่างยืดหยุ่น ตอบโจทย์ทั้งการเดินทางในครอบครัวและการขนสัมภาระ
จุดเด่นสำคัญของ X-Trail e-Power e-4orce คือระบบขับเคลื่อนที่แตกต่างจากไฮบริดทั่วไป โดยใช้มอเตอร์ไฟฟ้าเป็นตัวขับเคลื่อนหลักเพียงอย่างเดียว มอเตอร์ไฟฟ้า 2 ชุด ทำงานร่วมกัน ด้านหน้าให้กำลัง 150 กิโลวัตต์ (204 แรงม้า) และด้านหลัง 100 กิโลวัตต์ (136 แรงม้า) ซึ่งรวมกันเป็นระบบขับเคลื่อน 4 ล้อตลอดเวลาแบบไฟฟ้า e-4orce ซึ่งสามารถปรับเปลี่ยนการส่งกำลังไปยังล้อแต่ละข้างได้อย่างรวดเร็วและแม่นยำ ทำให้การควบคุมรถเป็นไปอย่างมั่นคงในทุกสภาพถนนและทุกสภาพอากาศ ไม่ว่าจะเป็นทางโค้ง ทางลื่น หรือการขับขี่ในสภาพออฟโรดเบื้องต้น
สำหรับเครื่องยนต์เบนซิน เทอร์โบ 1.5 ลิตร จะทำหน้าที่เป็นเครื่องปั่นไฟเพื่อสร้างกระแสไฟฟ้าป้อนเข้าสู่แบตเตอรี่และมอเตอร์ไฟฟ้าเท่านั้น ไม่ได้ทำหน้าที่ขับเคลื่อนล้อโดยตรง ทำให้ผู้ขับขี่สัมผัสได้ถึงประสบการณ์การขับขี่ที่นุ่มนวล เงียบสงบ และทรงพลังราวกับรถยนต์ไฟฟ้า 100% พร้อมความสะดวกสบายในการเติมเชื้อเพลิงเหมือนรถยนต์สันดาปภายในทั่วไป ไม่ต้องกังวลเรื่องสถานีชาร์จหรือระยะทางในการเดินทาง
คู่แข่งในงาน Motor Expo 2025: Honda CR-V e:HEV RS AWD
ในกลุ่มครอสโอเวอร์ที่เป็นคู่แข่งโดยตรง Honda CR-V e:HEV RS AWD (ฮอนดา ซีอาร์-วี อี:เอชอีวี อาร์เอส ออลล์วีลไดร์ฟ) ในรุ่นท็อป RS ที่ได้รับการปรับโฉมและปรับปรุงออปชันล่าสุด ก็เป็นอีกหนึ่งตัวเลือกที่น่าสนใจ CR-V e:HEV RS AWD มาพร้อมเส้นสายที่คมเข้มกว่าเดิมเล็กน้อย และออปชันที่ครบครันยิ่งขึ้น ระบบขับเคลื่อนไฮบริดประกอบด้วยเครื่องยนต์เบนซิน 2.0 ลิตร 148 แรงม้า ทำงานร่วมกับมอเตอร์ไฟฟ้า 184 แรงม้า และขับเคลื่อน 4 ล้อตลอดเวลาเช่นกัน พร้อมจุดเด่นด้านการประหยัดน้ำมันเชื้อเพลิงที่เหมาะสม โดยมีราคาอยู่ที่ 1,729,000 บาท
Nissan X-Trail e-Power e-4orce ชูจุดเด่นที่ระบบขับเคลื่อน e-Power ที่ให้ความรู้สึกเหมือนขับ EV อย่างแท้จริง พร้อมเทคโนโลยี e-4orce ที่มอบการควบคุมรถที่เหนือกว่า ในขณะที่ Honda CR-V e:HEV RS AWD เน้นไปที่ความสมดุลระหว่างสมรรถนะ การประหยัดน้ำมัน และความน่าเชื่อถือของแบรนด์ Honda ที่เป็นที่ยอมรับมายาวนาน การตัดสินใจระหว่างสองรุ่นนี้ขึ้นอยู่กับว่าผู้บริโภคให้ความสำคัญกับประสบการณ์การขับขี่แบบ EV โดยไม่ต้องพึ่งสถานีชาร์จ หรือความลงตัวของระบบไฮบริดที่พิสูจน์แล้วในตลาด
GWM Wey G9 Hi4: MPV หรูพลังปลั๊ก-อินไฮบริด เจาะตลาดพรีเมียม
GWM (จีดับเบิลยูเอม) ไม่ได้มาเพียงแค่รถยนต์กระบะ แต่ยังได้เปิดตัวแบรนด์หรูของค่ายในประเทศไทยเป็นครั้งแรกกับ Wey G9 Hi4 (เวย์ จี 9 ไฮ 4) ซึ่งเป็นรถยนต์ MPV หรูขนาดใหญ่ที่สะท้อนถึงวิสัยทัศน์ของ GWM ในการขยายตลาดสู่เซกเมนต์พรีเมียม ด้วยการผสมผสานความหรูหรา ดีไซน์อันภูมิฐาน และเทคโนโลยีขับเคลื่อน Hi4 ที่ล้ำสมัยเข้าไว้ด้วยกันอย่างลงตัว
Wey G9 Hi4 โดดเด่นด้วยตัวถังขนาดใหญ่ เส้นสายที่ภูมิฐาน และกระจังหน้าขนาดใหญ่ที่มาพร้อมโลโก้ของ Wey ซึ่งสะท้อนถึงความหรูหราและบารมี สิ่งที่ทำให้ G9 Hi4 แตกต่างคือการออกแบบภายในที่เน้นความสะดวกสบายสูงสุด โดยเฉพาะอย่างยิ่งเบาะนั่งแถวที่ 2 แบบ Zero Gravity ที่มอบประสบการณ์การเดินทางที่ผ่อนคลายราวกับอยู่ในห้องนั่งเล่นส่วนตัว พร้อมฟังก์ชันการใช้งานที่หลากหลาย เช่น ระบบนวด ระบบปรับอุณหภูมิ และระบบควบคุมความบันเทิงส่วนตัว ซึ่งตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าที่มองหารถ MPV ระดับพรีเมียมสำหรับการเดินทางแบบ VIP หรือการใช้งานในครอบครัวขนาดใหญ่
หัวใจสำคัญของ Wey G9 Hi4 คือระบบขับเคลื่อน Hi4 ซึ่งเป็นเทคโนโลยี Plug-in Hybrid ที่ผสานการทำงานของเครื่องยนต์เบนซิน 1.5 ลิตร เทอร์โบ เข้ากับมอเตอร์ไฟฟ้าคู่แบบ Permanent-Magnet Synchronous และเกียร์อัจฉริยะ DHT (Dedicated Hybrid Transmission) ระบบนี้มอบกำลังสูงสุดรวมถึง 325 กิโลวัตต์ หรือ 442 แรงม้า พร้อมแรงบิดสูงสุด 642 นิวตันเมตร ซึ่งให้การตอบสนองที่ทันใจในทุกช่วงความเร็ว ไม่ว่าจะออกตัว การเร่งแซง หรือการขับขี่บนทางหลวง
นอกจากนี้ ระบบขับเคลื่อน 4 ล้อตลอดเวลาของ Hi4 ยังสามารถแปรผันการส่งกำลังได้อย่างหลากหลาย เพื่อให้เหมาะสมกับสภาพการขับขี่และเพิ่มประสิทธิภาพในการยึดเกาะถนน แบตเตอรี่ Lithium Ternary ความจุ 44.28 กิโลวัตต์ชั่วโมง รองรับการขับขี่ด้วยไฟฟ้าล้วน (EV Mode) ได้ไกลถึง 170 กิโลเมตร ตามมาตรฐาน NEDC ซึ่งเป็นระยะทางที่เพียงพอสำหรับการใช้งานในชีวิตประจำวันโดยไม่ต้องใช้น้ำมันเชื้อเพลิงเลย ทำให้ประหยัดค่าใช้จ่ายและลดมลพิษ นอกจากนี้ยังรองรับการชาร์จไวแบบ DC สูงสุด 60 กิโลวัตต์ ทำให้การชาร์จแบตเตอรี่เป็นไปอย่างรวดเร็วและสะดวกสบาย
คู่แข่งในงาน Motor Expo 2025: GAC M8 PHEV
ในตลาด MPV หรูที่ใช้ขุมพลัง Plug-in Hybrid GAC M8 PHEV (จีเอซี เอม 8 พีเอชอีวี) ก็เป็นอีกหนึ่งคู่แข่งที่น่าจับตามอง GAC M8 PHEV โดดเด่นด้วยตัวถังที่หรูหรา ผสมผสานความคมเข้มจากกระจังหน้าที่เน้นสันเหลี่ยมกับวัสดุโครเมียมที่แวววาว ภายในห้องโดยสารตกแต่งด้วยวัสดุคุณภาพดี ให้ความรู้สึกกว้างขวางและมีฟังก์ชันการใช้งานที่หลากหลายเช่นกัน
GAC M8 PHEV ขับเคลื่อนด้วยระบบ Plug-in Hybrid ที่ประกอบด้วยเครื่องยนต์เบนซิน เทอร์โบ 2.0 ลิตร กำลังสูงสุด 190 แรงม้า ทำงานร่วมกับมอเตอร์ไฟฟ้า กำลังสูงสุด 373 แรงม้า และแบตเตอรี่ขนาด 25.6 กิโลวัตต์ชั่วโมง ทำให้สามารถแล่นด้วยไฟฟ้าล้วนได้ไกลถึง 120 กิโลเมตร (NEDC)
Wey G9 Hi4 ชูจุดเด่นที่เทคโนโลยี Hi4 ที่ทรงพลังกว่า ระยะทางขับขี่ด้วยไฟฟ้าที่ไกลกว่า และเบาะนั่ง Zero Gravity ที่มอบความสะดวกสบายเหนือระดับ ในขณะที่ GAC M8 PHEV นำเสนอความหรูหราและสมรรถนะที่น่าสนใจในราคาที่อาจเป็นทางเลือกที่ดี การเข้ามาของสองแบรนด์จากจีนในเซกเมนต์ MPV หรูนี้แสดงให้เห็นถึงการแข่งขันที่ดุเดือด และการนำเสนอทางเลือกที่น่าสนใจสำหรับผู้บริโภคที่ต้องการความหรูหรา ประหยัดพลังงาน และพื้นที่ใช้สอยที่ครบครัน
Geely EX2 Pro: รถยนต์ไฟฟ้าแฮทช์แบ็กสุดคุ้มค่า เจาะตลาดเริ่มต้น
Geely (จีลี) ซึ่งเข้ามาทำตลาดในประเทศไทยครบ 1 ปีพอดีในงาน Motor Expo 2025 ได้สร้างความตื่นเต้นด้วยการเปิดตัวรถยนต์ไฟฟ้ารุ่นใหม่สไตล์แฮทช์แบ็กอย่าง EX2 (อีเอกซ์ 2) การมาของ Geely EX2 แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของ Geely ในการขยายตลาดรถยนต์ไฟฟ้าให้ครอบคลุมทุกเซกเมนต์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มรถยนต์ไฟฟ้าขนาดกะทัดรัดสำหรับคนเมือง ที่กำลังได้รับความนิยมอย่างสูง
Geely EX2 โดดเด่นด้วยเส้นสายที่โค้งมนและมิติตัวถังที่เหมาะสมกับการใช้งานในตัวเมือง ทำให้การขับขี่และการจอดรถในพื้นที่จำกัดเป็นเรื่องง่ายดาย ภายในมาพร้อมระบบใช้งานที่ครบครันและเทคโนโลยีที่ทันสมัย ซึ่งไม่เป็นรองรถยนต์ไฟฟ้าในเซกเมนต์เดียวกัน รุ่นย่อยที่น่าสนใจที่สุดคือรุ่นเริ่มต้น Pro ที่มาพร้อมราคาพิเศษต่ำกว่า 4 แสนบาท ซึ่งเป็นจุดดึงดูดสำคัญที่ทำให้ Geely EX2 Pro กลายเป็นหนึ่งในตัวเลือกที่น่าสนใจที่สุดสำหรับผู้ที่กำลังมองหารถยนต์ไฟฟ้าคันแรก หรือรถยนต์ไฟฟ้าคันที่สองสำหรับการใช้งานในเมือง
ในด้านสเปกเบื้องต้น Geely EX2 Pro มาพร้อมมอเตอร์ไฟฟ้า 85 กิโลวัตต์ หรือ 116 แรงม้า ขับเคลื่อน 2 ล้อหลัง ซึ่งให้สมรรถนะที่เพียงพอสำหรับการขับขี่ในชีวิตประจำวัน แบตเตอรี่ขนาด 39.4 กิโลวัตต์ชั่วโมง มอบระยะทางการขับขี่สูงสุดที่ 395 กิโลเมตร ตามมาตรฐาน NEDC ซึ่งเป็นระยะทางที่น่าพอใจสำหรับรถยนต์ไฟฟ้าในระดับราคานี้ นอกจากนี้ยังรองรับการชาร์จสูงสุดแบบ DC ที่ 70 กิโลวัตต์ ทำให้การชาร์จแบตเตอรี่เป็นไปอย่างรวดเร็วและสะดวกสบาย และยังมีระบบจ่ายกระแสไฟฟ้าสู่ภายนอก V2L (Vehicle-to-Load) ซึ่งเป็นฟังก์ชันที่เพิ่มความสะดวกสบายในการนำไฟฟ้าจากรถยนต์ไปใช้กับเครื่องใช้ไฟฟ้าภายนอกได้อีกด้วย
คู่แข่งในงาน Motor Expo 2025: BYD Dolphin
รถยนต์ไฟฟ้าสไตล์แฮทช์แบ็กที่ได้รับความสนใจอีกรุ่นในตลาดคือ BYD Dolphin (บีวายดี ดอลฟิน) โดยเฉพาะรุ่น Standard Range ที่มีราคาพิเศษก่อนหมด EV 3.0 อยู่ที่ 449,900 บาท ซึ่งอยู่ในระดับราคา 4 แสนบาทต้นๆ เช่นกัน BYD Dolphin มาพร้อมมอเตอร์ไฟฟ้า 69 กิโลวัตต์ (94 แรงม้า) แรงบิดสูงสุด 180 นิวตันเมตร ขับเคลื่อน 2 ล้อหน้า แบตเตอรี่ขนาด 50.3 กิโลวัตต์ชั่วโมง มอบระยะทำการสูงสุด 435 กิโลเมตร (NEDC)
Geely EX2 Pro ชูจุดเด่นที่ราคาที่เข้าถึงได้ง่ายกว่าอย่างเห็นได้ชัด และระบบ V2L ที่เพิ่มความอเนกประสงค์ ในขณะที่ BYD Dolphin มีแบตเตอรี่ที่มีความจุมากกว่าเล็กน้อย และระยะทางขับขี่ที่ไกลกว่าเล็กน้อย รวมถึงชื่อเสียงของ BYD ที่เป็นที่รู้จักในตลาดรถยนต์ไฟฟ้าอยู่แล้ว การแข่งขันในกลุ่มรถยนต์ไฟฟ้าแฮทช์แบ็กราคาจับต้องได้นี้เป็นไปอย่างดุเดือด ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อผู้บริโภคที่จะมีตัวเลือกมากขึ้น และได้รถยนต์ไฟฟ้าที่มีราคาที่คุ้มค่าพร้อมเทคโนโลยีที่ครบครัน
การมาถึงของยานยนต์ทั้ง 5 รุ่นนี้ในงานมหกรรมยานยนต์ ครั้งที่ 42 ไม่เพียงแต่แสดงให้เห็นถึงนวัตกรรมและเทคโนโลยีอันล้ำสมัยที่แต่ละแบรนด์พยายามผลักดัน แต่ยังสะท้อนถึงการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย ที่กำลังก้าวเข้าสู่ยุคแห่งพลังงานทางเลือกอย่างเต็มตัว โดยเฉพาะรถยนต์ไฟฟ้าที่เริ่มครอบคลุมทุกเซกเมนต์ ตั้งแต่รุ่นเริ่มต้นไปจนถึงระดับพรีเมียม การแข่งขันที่เข้มข้นนี้เป็นสัญญาณที่ดีสำหรับผู้บริโภค เพราะจะนำมาซึ่งผลิตภัณฑ์ที่ดีขึ้น มีความหลากหลายมากขึ้น และราคาที่เข้าถึงได้ง่ายขึ้น
Motor Expo 2025 จึงเป็นโอกาสอันดีที่จะได้สัมผัสกับอนาคตของการเดินทางอย่างใกล้ชิด และพิจารณาทางเลือกที่เหมาะสมกับไลฟ์สไตล์และความต้องการของคุณ ไม่ว่าคุณจะเป็นผู้ที่มองหารถยนต์ไฟฟ้าพลังสูง รถกระบะอเนกประสงค์ ครอสโอเวอร์ที่ครบครัน MPV หรูหรา หรือรถยนต์ไฟฟ้าสำหรับคนเมือง งานนี้มีคำตอบสำหรับทุกคน และยืนยันว่าอุตสาหกรรมยานยนต์ยังคงมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่องเพื่อตอบสนองความต้องการที่หลากหลายของผู้ขับขี่ในยุคใหม่.

