เจาะลึกครึ่งทาง Motor Expo 2025: ใครคือแชมป์ยอดจอง และอนาคตยานยนต์ไทยอยู่ตรงไหน?
งานมหกรรมยานยนต์ ครั้งที่ 42 หรือ Thailand International Motor Expo 2025 ณ อิมแพ็ค เมืองทองธานี ได้ก้าวผ่านครึ่งทางแรกไปอย่างคึกคัก โดยในช่วงวันที่ 29 พฤศจิกายน ถึง 4 ธันวาคม 2565 ผู้จัดงานได้เปิดเผยตัวเลขยอดจองสะสมรวมของทุกค่ายที่ 28,254 คัน ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงพลวัตและทิศทางที่น่าจับตาของตลาดรถยนต์ไทยอย่างชัดเจน ในฐานะผู้เชี่ยวชาญในวงการยานยนต์มากว่าทศวรรษ ผมขอพาทุกท่านเจาะลึกถึงเบื้องหลังความสำเร็จของแบรนด์ต่างๆ และวิเคราะห์เทรนด์สำคัญที่กำลังขับเคลื่อนอุตสาหกรรมนี้ไปข้างหน้า
การจัดงาน Motor Expo ในปี 2025 นี้มีความสำคัญอย่างยิ่ง ไม่เพียงเพราะเป็นเวทีที่ค่ายรถยนต์จากทั่วโลกนำเสนอนวัตกรรมและเทคโนโลยียานยนต์ล่าสุดเท่านั้น แต่ยังเป็นดัชนีชี้วัดกำลังซื้อของผู้บริโภคและทิศทางของเศรษฐกิจประเทศด้วย แม้ว่าสถานการณ์เศรษฐกิจโลกยังคงมีความไม่แน่นอนอยู่บ้าง แต่ตลาดรถยนต์ในประเทศไทยยังคงแสดงความยืดหยุ่นและความกระตือรือร้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มรถยนต์พลังงานไฟฟ้า (EV) และรถยนต์ไฮบริด (Hybrid) ที่ได้รับการสนับสนุนจากมาตรการภาครัฐอย่างต่อเนื่อง รวมถึงโปรโมชั่นสุดเร้าใจจากผู้ประกอบการที่ดึงดูดใจลูกค้าไม่แพ้กัน
จากยอดจองในช่วงครึ่งทางแรกนี้ เราสามารถแบ่งกลุ่มผู้เล่นในตลาดได้เป็นสองขั้วหลัก นั่นคือค่ายรถยนต์ญี่ปุ่นดั้งเดิมที่ยังคงรักษาฐานลูกค้าไว้อย่างเหนียวแน่น และค่ายรถยนต์จากจีนที่เข้ามาเขย่าตลาดด้วยกลยุทธ์ราคาและเทคโนโลยี EV ที่ล้ำสมัย การแข่งขันที่ดุเดือดนี้ไม่เพียงสร้างทางเลือกที่หลากหลายให้กับผู้บริโภคเท่านั้น แต่ยังกระตุ้นให้เกิดการพัฒนานวัตกรรมยานยนต์อย่างไม่หยุดยั้ง ซึ่งเป็นผลดีต่อภาพรวมของอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยอย่างมหาศาล
เรามาดูกันว่า 10 อันดับแรกของค่ายรถยนต์ที่มียอดจองสูงสุดในช่วงครึ่งทางของ Motor Expo 2025 มีใครบ้าง และกลยุทธ์ใดที่ทำให้พวกเขาก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำในครั้งนี้ พร้อมทั้งเจาะลึกถึง “รถยนต์ที่มาแรง” ของแต่ละค่ายที่ดึงดูดความสนใจจากผู้เข้าชมงานได้มากที่สุด
TOP 10 ยอดจองครึ่งทาง Motor Expo 2025
อันดับ 1: Toyota ยอดจอง 4,808 คัน
รถยนต์ที่มาแรง: Toyota Yaris Cross
Toyota (โตโยต้า) ยังคงยืนหนึ่งในฐานะเจ้าตลาดรถยนต์ไทยได้อย่างสง่างาม ด้วยยอดจองที่ทะลุ 4,808 คัน แม้จะมีผลิตภัณฑ์ที่หลากหลายครอบคลุมทุกเซกเมนต์ แต่รถยนต์ที่สร้างกระแสความสนใจได้อย่างล้นหลามคือ Toyota Yaris Cross (โตโยต้า ยารีส ครอสส์) รถครอสโอเวอร์ขนาดคอมแพคที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์คนเมืองได้อย่างลงตัว ด้วยดีไซน์ที่ทันสมัย ห้องโดยสารกว้างขวาง และเทคโนโลยีที่ครบครัน โดยเฉพาะรุ่นตกแต่งพิเศษ Nightshade ที่เพิ่มความหรูหราและความสปอร์ตเข้าไป ทำให้ Yaris Cross กลายเป็นทางเลือกอันดับต้นๆ สำหรับผู้ที่มองหา รถยนต์อเนกประสงค์ ที่ใช้งานได้จริง นอกจากนี้ การนำเสนอรถกระบะอย่าง Hilux Travo (ไฮลักซ์ ทราโว) ที่จัดแสดงหลายคันในงาน ยังสะท้อนถึงความแข็งแกร่งในตลาดรถยนต์เพื่อการพาณิชย์ของ Toyota ซึ่งเป็นฐานลูกค้าสำคัญที่ยากจะสั่นคลอน โปรโมชันสุดพิเศษและ สินเชื่อรถยนต์ ดอกเบี้ยต่ำก็เป็นอีกปัจจัยสำคัญที่ช่วยกระตุ้นการตัดสินใจของผู้บริโภค
อันดับ 2: BYD ยอดจอง 2,537 คัน
รถยนต์ที่มาแรง: BYD Atto 3
BYD (บีวายดี) ยังคงร้อนแรงอย่างต่อเนื่องในตลาดรถยนต์ไฟฟ้าของประเทศไทย ด้วยยอดจองที่ 2,537 คัน ซึ่งทางผู้จัดงานได้ประเมินจากยอดผู้ลงทะเบียนซื้อรถ ชิงรถ ตามสัดส่วนโดยรวม ยอดจองที่แข็งแกร่งนี้ตอกย้ำถึงความสำเร็จของแบรนด์จากจีนรายนี้ในการนำเสนอ รถยนต์ไฟฟ้าคุณภาพสูง ในราคาที่เข้าถึงได้ รถยนต์ที่โดดเด่นและเป็นแม่เหล็กดึงดูดผู้คนคือ BYD Atto 3 (บีวายดี อัตโต 3) ครอสโอเวอร์พลังงานไฟฟ้าที่มาพร้อมนวัตกรรมแบตเตอรี่ Blade Battery และเทคโนโลยีล้ำสมัยภายในห้องโดยสาร ด้วยราคาที่น่าสนใจและสมรรถนะที่ตอบโจทย์การใช้งานในชีวิตประจำวัน ทำให้ Atto 3 กลายเป็นหนึ่งใน รถยนต์พลังงานไฟฟ้าที่ได้รับความนิยมสูงสุด ในปัจจุบัน โดยเฉพาะก่อนที่มาตรการ EV 3.5 จะเริ่มขึ้นในปีหน้า ผู้บริโภคจึงเร่งตัดสินใจเพื่อรับข้อเสนอสุดพิเศษจากมาตรการ EV 3.0 ที่ยังมีผลบังคับใช้ ความสนใจใน Atto 3 ถึงขนาดที่รุ่นย่อยบางรุ่นอาจต้องสอบถามกับตัวแทนจำหน่ายเพิ่มเติมเกี่ยวกับสต็อกและระยะเวลาการส่งมอบ ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความต้องการที่สูงเกินคาด
อันดับ 3: Honda ยอดจอง 2,314 คัน
รถยนต์ที่มาแรง: Honda HR-V e:HEV
Honda (ฮอนด้า) ยังคงรักษาความนิยมในตลาดรถยนต์นั่งได้อย่างดีเยี่ยม ด้วยยอดจอง 2,314 คัน สะท้อนถึงความเชื่อมั่นของผู้บริโภคใน แบรนด์รถยนต์คุณภาพ และเทคโนโลยีที่เชื่อถือได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกลุ่ม รถยนต์ไฮบริด ที่ Honda มีความเชี่ยวชาญเป็นพิเศษ รถยนต์ที่ได้รับความสนใจอย่างต่อเนื่องคือ Honda HR-V e:HEV (ฮอนด้า เอชอาร์-วี อี:เอชอีวี) ครอสโอเวอร์ขวัญใจมหาชนที่ผสานดีไซน์สปอร์ตเข้ากับความอเนกประสงค์ เทคโนโลยี e:HEV มอบทั้งความประหยัดน้ำมันและสมรรถนะการขับขี่ที่ดีเยี่ยม แม้จะทำตลาดมาสักระยะหนึ่งแล้ว แต่ด้วยการอัปเดตออพชันที่เหมาะสมและการนำเสนอรุ่นย่อยใหม่ “Hunt” (ฮันท์) ที่จัดแสดงครั้งแรกในงานนี้ พร้อมโปรโมชันที่น่าสนใจ ทำให้ HR-V e:HEV ยังคงเป็นตัวเลือกที่แข็งแกร่งในเซกเมนต์ครอสโอเวอร์ ซึ่งกำลังเป็นที่นิยมอย่างสูงในตลาด รถยนต์ครอบครัว
อันดับ 4: Omoda & Jaecoo ยอดจอง 1,940 คัน
รถยนต์ที่มาแรง: Jaecoo 5 EV
Omoda & Jaecoo (โอโมด้า & เจคู) หนึ่งในค่ายรถยนต์น้องใหม่จากจีนที่สร้างปรากฏการณ์ได้อย่างรวดเร็วในช่วงปีที่ผ่านมา ด้วยยอดจอง 1,940 คัน สะท้อนถึงการเข้ามาอย่างแข็งแกร่งของ รถยนต์ EV ดีไซน์ล้ำสมัย จากแบรนด์จีน รถยนต์ที่ได้รับความสนใจอย่างโดดเด่นคือ Jaecoo 5 EV (เจคู 5 อีวี) ครอสโอเวอร์พลังงานไฟฟ้าที่มาพร้อมดีไซน์ดุดันและสมรรถนะที่น่าประทับใจ ด้วยราคาที่เข้าถึงได้และกระแสตอบรับที่ดีเยี่ยมตั้งแต่ช่วงปลายปีที่แล้ว การประกาศว่าราคาอาจมีการปรับขึ้นในปีหน้า ทำให้ผู้บริโภคจำนวนมากตัดสินใจจองภายในงาน Motor Expo 2025 เพื่อรับข้อเสนอที่ดีที่สุด ซึ่งแสดงให้เห็นว่าผู้บริโภคไทยเปิดรับ เทคโนโลยีรถยนต์ไฟฟ้า จากแบรนด์ใหม่ๆ มากขึ้น หากมาพร้อมกับคุณสมบัติที่น่าสนใจและราคาที่แข่งขันได้
อันดับ 5: GAC Aion ยอดจอง 1,819 คัน
รถยนต์ที่มาแรง: Aion UT
GAC Aion (จีเอซี ไอออน) ค่ายรถยนต์จากประเทศจีนอีกรายที่ทำตลาดในไทยอย่างต่อเนื่องและมีรถยนต์ที่น่าสนใจตลอดปีที่ผ่านมา ด้วยยอดจอง 1,819 คัน ซึ่งเป็นเครื่องพิสูจน์ถึงความสามารถในการเจาะตลาด รถยนต์ไฟฟ้าเพื่อชีวิตคนเมือง รถยนต์ที่ได้รับความสนใจอย่างสูงคือ Aion UT (ไอออน ยูที) แฮทช์แบ็กพลังงานไฟฟ้าที่มีรูปทรงโดดเด่นและเป็นเอกลักษณ์ ด้วยราคาพิเศษที่น่าดึงดูดใจและโปรโมชั่นภายในงาน ทำให้ Aion UT ได้รับความนิยมอย่างมาก จนกระทั่งรุ่นย่อยบางรุ่นเริ่มหายาก ซึ่งบ่งชี้ถึงความต้องการที่สูงและเป็นโอกาสสำหรับแบรนด์จีนในการสร้างฐานลูกค้าที่ภักดีในประเทศไทย การนำเสนอ นวัตกรรมยานยนต์ ที่แตกต่างในราคาที่แข่งขันได้คือหัวใจสำคัญของความสำเร็จของ Aion
อันดับ 6: MG ยอดจอง 1,804 คัน
รถยนต์ที่มาแรง: MG S5 EV
MG (เอ็มจี) ยังคงเป็นแบรนด์รถยนต์จากจีนที่คุ้นเคยในตลาดไทย และมีรถยนต์จัดแสดงมากมาย ด้วยยอดจอง 1,804 คัน ที่สะท้อนถึงการเติบโตอย่างต่อเนื่องและกลยุทธ์การตลาดที่เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้ดี โดยเฉพาะอย่างยิ่งการนำเสนอ รถยนต์ไฟฟ้าราคาพิเศษ ก่อนสิ้นสุดมาตรการ EV 3.0 รถยนต์ที่ได้รับความนิยมคือ MG S5 EV (เอ็มจี เอส 5 อีวี) ครอสโอเวอร์พลังงานไฟฟ้าที่มีรุ่นย่อยหลากหลาย ด้วยราคาเริ่มต้นที่สามารถแข่งขันกับแฮทช์แบ็กพลังงานไฟฟ้าบางรุ่นได้ ทำให้ผู้ที่มองหา รถครอสโอเวอร์ EV ที่คุ้มค่าหันมาให้ความสนใจ MG S5 EV มากขึ้น การวางตำแหน่งผลิตภัณฑ์ที่ชาญฉลาดและการให้ความสำคัญกับ ประสบการณ์การขับขี่รถยนต์ไฟฟ้า ในชีวิตประจำวัน ทำให้ MG ยังคงเป็นแบรนด์สำคัญในตลาด EV ของไทย
อันดับ 7: Geely ยอดจอง 1,667 คัน
รถยนต์ที่มาแรง: Geely EX2
Geely (จีลี) ซึ่งทำตลาดในประเทศไทยครบ 1 ปีพอดีในงาน Motor Expo 2025 นี้ สร้างผลงานได้อย่างน่าประทับใจด้วยยอดจอง 1,667 คัน แสดงให้เห็นถึงการเติบโตอย่างชัดเจนและศักยภาพในการขยายตลาดในอนาคต รถยนต์ไฟฟ้าที่เปิดตัวครั้งแรกในงานนี้และได้รับความสนใจเป็นอย่างมากคือ Geely EX2 (จีลี อีเอกซ์ 2) แฮทช์แบ็กพลังงานไฟฟ้ารุ่นใหม่ที่มาพร้อมออพชันที่เหมาะสมกับการใช้งานในเมือง ด้วยราคาพิเศษภายในงานที่สามารถแข่งขันกับคู่แข่งได้อย่างเหนือกว่า ทำให้ Geely EX2 เป็นอีกหนึ่ง รถยนต์ไฟฟ้าทางเลือกใหม่ ที่น่าจับตามอง โดยเฉพาะสำหรับผู้ที่กำลังมองหา รถยนต์ประหยัดพลังงาน และเทคโนโลยีที่ทันสมัยในราคาที่จับต้องได้
อันดับ 8: GWM ยอดจอง 1,594 คัน
รถยนต์ที่มาแรง: GWM Tank 300 Diesel
GWM (เกรท วอลล์ มอเตอร์) ค่ายรถยนต์จากจีนที่ทำตลาดในไทยอย่างจริงจังและหลากหลายผลิตภัณฑ์ ด้วยยอดจอง 1,594 คัน ที่แสดงให้เห็นถึงความสามารถในการตอบโจทย์กลุ่มลูกค้าที่แตกต่างกัน รถยนต์ที่ได้รับความนิยมอย่างต่อเนื่องคือ GWM Tank 300 Diesel (จีดับเบิลยูเอ็ม แทงค์ 300 ดีเซล) แม้จะเปิดตัวมาระยะหนึ่งแล้ว แต่กระแสความสนใจจากผู้ชื่นชอบ รถ SUV สไตล์ออฟโรด ยังคงมีอย่างต่อเนื่อง ด้วยดีไซน์ที่แข็งแกร่ง สมรรถนะที่ยอดเยี่ยมสำหรับการขับขี่แบบสมบุกสมบัน และราคาที่น่าสนใจ พร้อมชุดตกแต่งพิเศษจำนวนจำกัดอย่าง Desert Storm ทำให้ Tank 300 Diesel ยังคงเป็นตัวเลือกที่โดดเด่นสำหรับผู้ที่มองหา รถยนต์สายลุย ที่ไม่เหมือนใคร ซึ่งแสดงให้เห็นว่าตลาดรถยนต์ดีเซลยังมีกลุ่มลูกค้าที่ภักดีและชื่นชอบในสมรรถนะเฉพาะทาง
อันดับ 9: Deepal ยอดจอง 1,476 คัน
รถยนต์ที่มาแรง: Deepal S05
Deepal (ดีพอล) ภายใต้แบรนด์ Changan (ฉางอัน) ยังคงได้รับความนิยมจากผู้สนใจ รถยนต์ไฟฟ้าประสิทธิภาพสูง ด้วยยอดจอง 1,476 คัน สะท้อนถึงการยอมรับในเทคโนโลยีและนวัตกรรมจากแบรนด์จีน รถยนต์ที่ได้รับความสนใจคือ Deepal S05 (ดีพอล เอส 05) รถยนต์ไฟฟ้าสไตล์ครอสโอเวอร์ที่มีทางเลือกหลากหลายรุ่นย่อยและราคาที่เหมาะสม ล่าสุดกับการเพิ่มรุ่นย่อย Long Range ที่สามารถวิ่งได้ไกลกว่ารุ่นย่อยอื่นๆ โดยมีให้เลือกทั้งหมด 4 รุ่นย่อย ตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคที่ต้องการ รถยนต์ไฟฟ้าวิ่งได้ไกล และความยืดหยุ่นในการใช้งาน Deepal S05 แสดงให้เห็นถึงการพัฒนาอย่างไม่หยุดยั้งของแบรนด์จีนในการนำเสนอผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์ความกังวลของผู้บริโภคเกี่ยวกับระยะทางการขับขี่ของรถยนต์ไฟฟ้า
อันดับ 10: Mitsubishi ยอดจอง 1,302 คัน
รถยนต์ที่มาแรง: Mitsubishi Xforce HEV
Mitsubishi (มิตซูบิชิ) หนึ่งในค่ายรถยนต์จากญี่ปุ่นที่ยังคงได้รับความสนใจไม่น้อย ด้วยยอดจอง 1,302 คัน ซึ่งตอกย้ำถึงความแข็งแกร่งของแบรนด์ในตลาด รถยนต์เอสยูวีและครอสโอเวอร์ รถยนต์ที่น่าสนใจและสร้างกระแสได้อย่างต่อเนื่องคือ Mitsubishi Xforce HEV (มิตซูบิชิ เอกซ์ฟอร์ศ เอชอีวี) ครอสโอเวอร์ขุมพลังไฮบริดที่มีรูปทรงบึกบึน โดดเด่นด้วยโหมดการขับขี่ที่หลากหลาย ตอบสนองได้ทั้งการใช้งานในเมืองและนอกเมือง เสริมด้วยโปรโมชันที่น่าสนใจภายในงาน ทำให้ Xforce HEV เป็น รถยนต์ไฮบริดอเนกประสงค์ ที่ได้รับความสนใจอย่างต่อเนื่องในบูธ ซึ่งแสดงให้เห็นว่าแบรนด์ญี่ปุ่นยังคงมีจุดแข็งในด้านคุณภาพ ความทนทาน และเทคโนโลยีไฮบริดที่ได้รับการยอมรับจากผู้บริโภค
บทสรุปและทิศทางอนาคตของตลาดรถยนต์ไทย
จากข้อมูลยอดจองครึ่งทางของ Motor Expo 2025 เราสามารถสรุปแนวโน้มและปัจจัยสำคัญที่กำลังขับเคลื่อนตลาดรถยนต์ไทยในปี 2025 และต่อเนื่องไปถึงปี 2026 ได้ดังนี้:
การเปลี่ยนผ่านสู่ยานยนต์ไฟฟ้าอย่างก้าวกระโดด: ตัวเลขยอดจองแสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่า รถยนต์ไฟฟ้า (EV) และรถยนต์ไฮบริด (HEV) ได้รับความนิยมอย่างสูง โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากมาตรการสนับสนุนของภาครัฐ (EV 3.0 และ EV 3.5) ที่ทำให้ ราคารถยนต์ไฟฟ้าใหม่ เข้าถึงได้ง่ายขึ้น การแข่งขันระหว่างแบรนด์จีนที่เน้น EV เป็นหลักและแบรนด์ญี่ปุ่นที่พัฒนาเทคโนโลยีไฮบริดให้ก้าวหน้า ทำให้ผู้บริโภคมีทางเลือกที่หลากหลายและน่าสนใจมากขึ้น ความกังวลเรื่องสถานีชาร์จและโครงสร้างพื้นฐานสำหรับ EV ก็ค่อยๆ บรรเทาลงด้วยการลงทุนของภาครัฐและเอกชน ทำให้ รถยนต์แห่งอนาคต ไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไป
ความแข็งแกร่งของตลาดครอสโอเวอร์: รถยนต์ในกลุ่มครอสโอเวอร์ยังคงเป็นเซกเมนต์ที่ร้อนแรงที่สุดในตลาด ไม่ว่าจะเป็นพลังงานรูปแบบใดก็ตาม ด้วยความอเนกประสงค์ที่ตอบโจทย์ทั้งการใช้งานในชีวิตประจำวันและการเดินทางพักผ่อน ห้องโดยสารที่กว้างขวาง ทัศนวิสัยที่ดี และดีไซน์ที่ทันสมัย ทำให้ครอสโอเวอร์เป็น รถยนต์อเนกประสงค์ยอดนิยม สำหรับครอบครัวยุคใหม่และผู้ที่มองหาความคุ้มค่าในการใช้งาน
อิทธิพลของแบรนด์จีนที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง: แบรนด์รถยนต์จากประเทศจีนได้พิสูจน์แล้วว่าพวกเขาสามารถเข้ามาเป็นผู้เล่นหลักในตลาดรถยนต์ไทยได้ ด้วยกลยุทธ์การนำเสนอ รถยนต์ EV ราคาแข่งขันได้ เทคโนโลยีที่ล้ำสมัย ดีไซน์ที่โดดเด่น และการบุกตลาดอย่างรวดเร็ว แบรนด์จีนได้เข้ามาสร้างความตื่นตัวและกระตุ้นการแข่งขันในตลาดอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อผู้บริโภคในการเข้าถึง นวัตกรรมยานยนต์ ในราคาที่สมเหตุสมผล
ความเชื่อมั่นในแบรนด์ญี่ปุ่นยังคงแข็งแกร่ง: แม้ว่าแบรนด์จีนจะเข้ามาแย่งส่วนแบ่งตลาดไปได้มาก แต่แบรนด์ญี่ปุ่นดั้งเดิมอย่าง Toyota, Honda และ Mitsubishi ก็ยังคงรักษาฐานลูกค้าที่แข็งแกร่งไว้ได้ ด้วยชื่อเสียงด้านคุณภาพ ความน่าเชื่อถือ และเครือข่าย ศูนย์บริการรถยนต์ ที่ครอบคลุมทั่วประเทศ การปรับตัวด้วยการนำเสนอ รถยนต์ไฮบริดประหยัดพลังงาน และการอัปเดตโมเดลอย่างต่อเนื่อง เป็นกุญแจสำคัญในการรักษาความภักดีของลูกค้า
โปรโมชั่นและข้อเสนอพิเศษคือตัวเร่งการตัดสินใจ: ในงาน Motor Expo 2025 นี้ โปรโมชั่นต่างๆ เช่น ประกันภัยรถยนต์ชั้น 1 ฟรี, อัตราดอกเบี้ยพิเศษสำหรับ สินเชื่อรถยนต์, ส่วนลดเงินสด, หรือของแถมอื่นๆ ยังคงมีบทบาทสำคัญในการกระตุ้นการตัดสินใจซื้อของผู้บริโภค การแข่งขันด้านโปรโมชั่นที่ดุเดือดนี้เป็นสัญญาณที่ดีสำหรับผู้ซื้อที่สามารถต่อรองและได้รับข้อเสนอที่ดีที่สุด
งานมหกรรมยานยนต์ ครั้งที่ 42 หรือ Thailand International Motor Expo 2025 จะจัดต่อเนื่องไปจนถึงวันที่ 10 ธันวาคมนี้ ยังคงเป็นโอกาสทองสำหรับผู้ที่กำลังมองหา รถยนต์ใหม่ ไม่ว่าจะเป็นรถยนต์ไฟฟ้า รถยนต์ไฮบริด หรือรถยนต์สันดาปภายในก็ตาม ผู้ที่จองรถภายในงานยังมีสิทธิ์เข้าร่วมแคมเปญ “ซื้อรถ ชิงรถ” ซึ่งในปีนี้มีรางวัลใหญ่เป็น Avatr 11 มูลค่า 2,099,000 บาท ซึ่งเป็นอีกหนึ่งแรงจูงใจสำคัญที่ทำให้บรรยากาศภายในงานยังคงคึกคักไปจนถึงวันสุดท้าย
โดยรวมแล้ว Motor Expo 2025 ในช่วงครึ่งทางแรกนี้ ได้แสดงให้เห็นถึงความมีชีวิตชีวาของตลาดรถยนต์ไทยที่กำลังก้าวเข้าสู่ยุคใหม่ที่ขับเคลื่อนด้วยพลังงานทางเลือกและนวัตกรรมดิจิทัล การแข่งขันที่เข้มข้นระหว่างแบรนด์ต่างๆ ไม่เพียงแต่จะนำเสนอผลิตภัณฑ์ที่หลากหลายและน่าสนใจมากขึ้นเท่านั้น แต่ยังจะเป็นแรงผลักดันให้เกิดการพัฒนาอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืนในระยะยาว และตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคในยุคแห่งการเปลี่ยนแปลงได้อย่างสมบูรณ์แบบ

