Mercedes-Benz GLB โฉมใหม่ 2025: ยกระดับสู่ยุคยานยนต์ไฟฟ้าเต็มพิกัด พร้อมเทคโนโลยี 800V และประสบการณ์ Superscreen สุดล้ำ
ในฐานะผู้คร่ำหวอดในวงการยานยนต์มากว่าทศวรรษ การได้เห็นการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของรถยนต์ที่ได้รับความนิยมอย่าง Mercedes-Benz GLB ถือเป็นเรื่องที่น่าตื่นเต้นอย่างยิ่ง การกลับมาของ Mercedes-Benz GLB ในปี 2025 นี้ ไม่ใช่เพียงแค่การปรับปรุงเล็กน้อย แต่เป็นการก้าวกระโดดครั้งสำคัญ สู่การเป็นรถยนต์พลังงานไฟฟ้าเต็มตัวอย่างแท้จริง ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงทิศทางของแบรนด์ดาวสามแฉกที่มุ่งมั่นสู่การขับเคลื่อนที่ยั่งยืนและเปี่ยมด้วยเทคโนโลยีล้ำสมัย
การเปลี่ยนผ่านสู่ยุคไฟฟ้า 100%: ยุคใหม่ของ GLB
Mercedes-Benz GLB โฉมใหม่นี้ จะเข้ามาแทนที่บทบาทของ EQB อย่างสมบูรณ์ โดยจะผลิตและจำหน่ายในรูปแบบรถยนต์ไฟฟ้า 100% เท่านั้น ซึ่งเป็นการเน้นย้ำถึงความมุ่งมั่นของ Mercedes-Benz ในการผลักดันยานยนต์ไฟฟ้าให้เป็นแกนหลักของผลิตภัณฑ์ในอนาคต อย่างไรก็ตาม มีการคาดการณ์ว่ารุ่นไฮบริดอาจจะตามมาสมทบในภายหลัง เพื่อตอบสนองความต้องการที่หลากหลายของผู้บริโภค
สมรรถนะที่เหนือกว่า: พลัง 800V เพื่อการชาร์จที่รวดเร็วและระยะทางขับขี่ที่ไกลขึ้น
หัวใจสำคัญของการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้อยู่ที่การนำสถาปัตยกรรมไฟฟ้าแรงดันสูง 800 โวลต์ มาใช้ ซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการชาร์จอย่างมหาศาล ทำให้สามารถชาร์จแบตเตอรี่ขนาด 85 kWh ได้อย่างรวดเร็วภายในเวลาอันสั้น การอัปเกรดนี้ สอดคล้องกับแนวโน้มของ รถยนต์ไฟฟ้าเทคโนโลยี 800V ที่กำลังได้รับความนิยมในตลาดโลก และถือเป็นจุดเด่นสำคัญสำหรับผู้ที่มองหา รถยนต์ไฟฟ้าชาร์จเร็ว
Mercedes-Benz GLB 2025 ยังคงไว้ซึ่งเอกลักษณ์อันแข็งแกร่งและอเนกประสงค์ ด้วยตัวถังทรงเหลี่ยมอันเป็นที่คุ้นเคย สามารถเลือกได้ทั้งรุ่น 5 และ 7 ที่นั่ง ตอบโจทย์ทุกการใช้งาน ตั้งแต่การเดินทางในเมืองไปจนถึงทริปครอบครัวที่ยาวนาน
สำหรับรุ่นที่เปิดตัวในตลาดโลก จะมีให้เลือก 2 รุ่นย่อยหลัก ได้แก่:
Mercedes-Benz GLB 250+ (RWD): ขับเคลื่อนด้วยมอเตอร์เดี่ยวล้อหลัง มอบพละกำลังสูงสุด 268 แรงม้า แรงบิด 335 นิวตันเมตร อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ทำได้ใน 7.4 วินาที พร้อมระยะทางขับขี่สูงสุดถึง 630 กิโลเมตรต่อการชาร์จหนึ่งครั้ง ตามมาตรฐาน WLTP ซึ่งถือเป็น ระยะทางขับขี่รถยนต์ไฟฟ้า ที่น่าประทับใจอย่างยิ่ง
Mercedes-Benz GLB 350 4Matic (AWD): ขับเคลื่อนด้วยมอเตอร์คู่สี่ล้อ ให้พละกำลังที่สูงขึ้นถึง 349 แรงม้า แรงบิด 515 นิวตันเมตร ทำอัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ได้ในเวลาเพียง 5.5 วินาที และมีระยะทางขับขี่สูงสุด 615 กิโลเมตรต่อการชาร์จหนึ่งครั้ง ตามมาตรฐาน WLTP รุ่นนี้มอบประสบการณ์การขับขี่ที่ทรงพลังและมั่นคงยิ่งขึ้น
นอกจากนี้ Mercedes-Benz ยังได้แย้มถึงแผนการเปิดตัว รถยนต์ไฟฟ้าราคาประหยัด ในปีถัดไป รวมถึงรุ่นไฮบริด 48V ที่มีระดับความแรงให้เลือกถึง 3 ระดับ ซึ่งจะช่วยขยายฐานลูกค้าให้กว้างขวางยิ่งขึ้น สำหรับผู้ที่ยังไม่พร้อมเปลี่ยนไปสู่รถยนต์ไฟฟ้าเต็มรูปแบบ
ดีไซน์ภายนอก: แรงบันดาลใจจาก Vision EQXX สู่รูปลักษณ์ที่ทันสมัยและโดดเด่น
การออกแบบภายนอกของ Mercedes-Benz GLB 2025 ได้รับแรงบันดาลใจอันชัดเจนจากรถต้นแบบ Vision EQXX ซึ่งเป็นสัญลักษณ์แห่งอนาคตของ Mercedes-Benz ส่งผลให้ GLB โฉมใหม่มีรูปลักษณ์ที่โฉบเฉี่ยวและล้ำสมัยยิ่งขึ้น
จุดเด่นอยู่ที่กระจังหน้าขนาดใหญ่ที่ได้รับการออกแบบใหม่ทั้งหมด พร้อมด้วยไฟหน้า LED ดีไซน์เฉียบคม ที่ผสานกับไฟ DRL (Daytime Running Lights) รูปทรงดาวอันเป็นเอกลักษณ์ของ Mercedes-Benz และแถบไฟ Light bar ที่เชื่อมต่อกันตลอดความกว้างของรถ ทำให้รถดูมีมิติและทันสมัย
ส่วนบั้นท้าย โดดเด่นด้วยไฟท้ายแนวตั้ง ที่เชื่อมต่อกันด้วย Light bar เช่นกัน พร้อมลายเซ็นไฟรูปดาวที่ส่องประกาย สร้างความแตกต่างและจดจำได้ง่าย การออกแบบนี้ไม่เพียงแต่สวยงาม แต่ยังสะท้อนถึงความใส่ใจในรายละเอียดและการนำเทคโนโลยีแสงสว่างมาใช้เพื่อสร้างบุคลิกที่ชัดเจนให้กับรถ
ห้องโดยสารแห่งอนาคต: Superscreen และ AI อัจฉริยะ ยกระดับประสบการณ์ผู้ขับขี่
ก้าวเข้าสู่ภายในห้องโดยสารของ Mercedes-Benz GLB 2025 คุณจะพบกับการเปลี่ยนแปลงที่พลิกโฉมประสบการณ์การขับขี่และโดยสารไปอย่างสิ้นเชิง การบอกลาหน้าปัดแบบดั้งเดิม และก้าวเข้าสู่ยุคของ Superscreen Mercedes ซึ่งเป็นแผงหน้าจอยาวต่อเนื่องตลอดคอนโซลหน้า
แผง Superscreen ประกอบด้วย:
จอแสดงผลสำหรับผู้ขับขี่ (Driver Display): ขนาด 10.25 นิ้ว แสดงข้อมูลการขับขี่ที่จำเป็นอย่างชัดเจน
จออินโฟเทนเมนต์กลาง (Central Infotainment Display): ขนาด 14 นิ้ว ทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางการควบคุมระบบต่างๆ ของรถ
จอสำหรับผู้โดยสารตอนหน้า (Front Passenger Display): ขนาด 14 นิ้ว มอบความบันเทิงและฟังก์ชันที่หลากหลายให้กับผู้โดยสาร
ทั้งหมดนี้ทำงานภายใต้ระบบปฏิบัติการ MBUX (Mercedes-Benz User Experience) เจเนอเรชันที่ 4 ซึ่งได้รับการยกระดับให้ฉลาดล้ำยิ่งขึ้น ด้วยการผสานปัญญาประดิษฐ์ (AI) จาก Microsoft และ Google เข้ามาทำงานร่วมกันบน Unity Game Engine ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มที่ใช้ในการพัฒนาเกมชื่อดังหลายเกม ส่งผลให้การแสดงผลกราฟิกมีความลื่นไหลและสมจริง
ที่น่าประทับใจยิ่งกว่าคือ MBUX Virtual Assistant ที่ขับเคลื่อนด้วย ChatGPT4o ซึ่งเป็น AI ที่ทันสมัยที่สุดในปัจจุบัน ทำให้การโต้ตอบระหว่างผู้ขับขี่และระบบเป็นไปอย่างเป็นธรรมชาติ คุณสามารถสั่งการระบบต่างๆ หรือสอบถามข้อมูลได้อย่างอิสระ ราวกับกำลังสนทนากับผู้ช่วยส่วนตัว
เทคโนโลยี AI ในรถยนต์ นี้ ไม่เพียงแต่เพิ่มความสะดวกสบาย แต่ยังช่วยยกระดับความปลอดภัยในการขับขี่ โดยลดความจำเป็นในการละสายตาจากถนนเพื่อควบคุมระบบต่างๆ
ราคาและการวางจำหน่าย: การลงทุนเพื่ออนาคตแห่งการขับเคลื่อน
สำหรับราคาจำหน่ายในประเทศเยอรมนี Mercedes-Benz GLB 250+ มีราคาเริ่มต้นที่ประมาณ €59,048 (ประมาณ 2.3 ล้านบาท) ส่วนรุ่น GLB 350 4Matic มีราคาเริ่มต้นที่ประมาณ €62,178 (ประมาณ 2.45 ล้านบาท) ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนถึงการยกระดับของ GLB ให้เป็น SUV ไฟฟ้าที่ครบเครื่องทั้งด้านสมรรถนะ เทคโนโลยี ความหรูหรา และความอเนกประสงค์
สำหรับแฟนๆ ชาวไทย คงต้องอดใจรอการประกาศอย่างเป็นทางการจาก Mercedes-Benz ประเทศไทย อีกครั้งเกี่ยวกับการนำเข้า รถยนต์ไฟฟ้า Mercedes-Benz รุ่นนี้ รวมถึงรายละเอียดราคาและรุ่นย่อยที่จะวางจำหน่ายในตลาดเมืองไทย ซึ่งคาดว่าจะมีการปรับเปลี่ยนให้เหมาะสมกับความต้องการของผู้บริโภคชาวไทย
บทสรุป: อนาคตของ SUV อเนกประสงค์อยู่ที่นี่แล้ว
Mercedes-Benz GLB 2025 คือนิยามใหม่ของรถยนต์ SUV อเนกประสงค์ที่ผสมผสานการออกแบบที่ทันสมัย สมรรถนะอันยอดเยี่ยมของระบบขับเคลื่อนไฟฟ้า และเทคโนโลยีล้ำสมัยที่ก้าวล้ำไปอีกขั้น การมาถึงของ GLB ใหม่ พร้อมเทคโนโลยี 800V Charging และระบบ Superscreen เป็นการส่งสัญญาณที่ชัดเจนว่า Mercedes-Benz กำลังมุ่งมั่นสู่ยุคแห่งยานยนต์ไฟฟ้าอย่างเต็มตัว
สำหรับผู้ที่กำลังมองหา SUV ไฟฟ้า 7 ที่นั่ง ที่มาพร้อมกับความคุ้มค่า ประสิทธิภาพ และเทคโนโลยีล้ำสมัย การรอคอย Mercedes-Benz GLB 2025 อาจเป็นการตัดสินใจที่ชาญฉลาดที่สุดในการลงทุนเพื่ออนาคตแห่งการขับเคลื่อนของคุณ
หากคุณคือหนึ่งในผู้ที่หลงใหลในนวัตกรรมยานยนต์ และกำลังมองหาประสบการณ์การขับขี่ที่เหนือระดับ อย่าพลาดโอกาสในการสัมผัส Mercedes-Benz GLB 2025 เมื่อเปิดตัวอย่างเป็นทางการในประเทศไทย การอัปเกรดครั้งใหญ่นี้ จะทำให้คุณได้สัมผัสกับอนาคตของการเดินทางที่ยั่งยืนและเปี่ยมด้วยเทคโนโลยีอย่างแท้จริง

