งาน Motor Expo 2025: เจาะลึก 5 รุ่นเด่น ชำแหละสมรรถนะ และการแข่งขันดุเดือดในตลาดรถยนต์แห่งอนาคต
อุตสาหกรรมยานยนต์ทั่วโลกและในประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่ยุคแห่งการเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญ และมหกรรมยานยนต์ ครั้งที่ 42 หรือ Thailand International Motor Expo 2025 คือเวทีสำคัญที่สะท้อนให้เห็นถึงพลวัตอันรวดเร็วนี้ ในฐานะผู้เชี่ยวชาญในวงการยานยนต์มากว่าทศวรรษ ผมมองว่างานในปีนี้ไม่ได้เป็นเพียงแค่การจัดแสดงรถยนต์รุ่นใหม่เท่านั้น แต่เป็นการเปิดฉากการแข่งขันที่เข้มข้นยิ่งขึ้น ทั้งในด้านนวัตกรรม เทคโนโลยี และการตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคที่หลากหลายยิ่งขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยุคที่ รถยนต์ไฟฟ้า และ รถยนต์ไฮบริด กำลังเข้ามามีบทบาทหลักในตลาด การตัดสินใจเลือกซื้อ รถยนต์ ในปี 2025 จึงไม่ใช่แค่เรื่องของดีไซน์หรือสมรรถนะอีกต่อไป แต่คือการเลือกลงทุนใน เทคโนโลยีรถยนต์ แห่งอนาคต และความคุ้มค่าในระยะยาว
บทความนี้จะพาคุณเจาะลึก 5 รุ่นเด่นที่ได้รับความสนใจอย่างล้นหลามภายในงาน Motor Expo 2025 พร้อมวิเคราะห์ถึงจุดเด่น จุดด้อย และการประชันขันแข่งกับคู่ปรับสำคัญ เพื่อให้คุณเห็นภาพรวมของการเปลี่ยนแปลงและทิศทางของตลาด ยานยนต์ไฟฟ้า และรถยนต์พลังงานทางเลือกในประเทศไทย
Mercedes-Benz CLA 250+ (รถยนต์ไฟฟ้าเต็มรูปแบบ)
เมื่อพูดถึง รถยนต์หรู อย่าง Mercedes-Benz การเปลี่ยนแปลงเข้าสู่ยุค รถยนต์ไฟฟ้า เต็มตัวย่อมเป็นเรื่องที่น่าจับตา และ CLA 250+ คือหนึ่งในสปอร์ตซีดานที่สะท้อนวิสัยทัศน์นี้ได้อย่างชัดเจน นี่คือครั้งแรกที่ CLA ได้รับการพัฒนาให้เป็น รถยนต์ไฟฟ้า เต็มรูปแบบภายใต้เทคโนโลยี EQ อันเป็นเอกลักษณ์ของค่าย ด้วยมอเตอร์ไฟฟ้าแบบ Permanently Excited Synchronous Motors (PSM) ผสานกับระบบส่งกำลังแบบ 2 จังหวะ (Two-speed transmission) ที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพทั้งในการออกตัวและทำความเร็วสูงสุด การตัดสินใจใช้ระบบส่งกำลังแบบนี้ใน รถยนต์ไฟฟ้า แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของ Mercedes-Benz ในการดึงสมรรถนะของมอเตอร์ไฟฟ้าออกมาให้ถึงขีดสุด ไม่ต่างจาก รถยนต์สมรรถนะสูง ที่ใช้เกียร์หลายสปีดเพื่อจัดการแรงบิด
CLA 250+ มาพร้อมพละกำลังสูงสุด 202 กิโลวัตต์ หรือ 272 แรงม้า และแรงบิดมหาศาลที่ 335 นิวตันเมตร ซึ่งเพียงพอสำหรับการขับขี่ที่เร้าใจในทุกสถานการณ์ แบตเตอรี่ 800V ขนาด 85 กิโลวัตต์ชั่วโมง คือหัวใจสำคัญที่ทำให้รถคันนี้โดดเด่นเหนือคู่แข่ง ด้วยระยะทางการขับขี่ที่เคลมไว้สูงสุดถึง 792 กิโลเมตรต่อการชาร์จเต็มหนึ่งครั้งตามมาตรฐาน WLTP ตัวเลขนี้ถือเป็นจุดแข็งที่สำคัญอย่างยิ่งในการพิชิตความกังวลเรื่องระยะทาง (range anxiety) ของผู้ใช้ รถยนต์ไฟฟ้า นอกจากนี้ ประสิทธิภาพการชาร์จพลังงานก็ไม่เป็นสองรองใคร รองรับ DC Charge สูงสุดถึง 320 กิโลวัตต์ ซึ่งหมายความว่าเพียงการชาร์จ 10 นาทีด้วยกระแสไฟเต็มกำลัง ก็สามารถวิ่งได้ไกลถึง 325 กิโลเมตร ทำให้การเดินทางระยะไกลด้วย รถยนต์ไฟฟ้า คันนี้เป็นเรื่องง่ายและสะดวกสบายอย่างไม่เคยมีมาก่อน ระบบการใช้งานที่ทันสมัย รองรับแอปพลิเคชัน A.I. ยังช่วยยกระดับประสบการณ์การขับขี่ไปอีกขั้น ตอบรับไลฟ์สไตล์ดิจิทัลของคนยุคใหม่ ราคาคาดการณ์ไม่เกิน 2,500,000 บาท ถือเป็น ราคาที่น่าสนใจ สำหรับ รถยนต์หรู พลังงานไฟฟ้าจากค่ายดาวสามแฉก
เทียบกับคู่แข่ง: Tesla Model 3
ในงาน Motor Expo 2025 นี้ Tesla Model 3 ยังคงเป็นคู่แข่งที่น่าเกรงขามในตลาด รถยนต์ไฟฟ้า สปอร์ตซีดาน แม้ในงานจะจัดแสดงรุ่นมาตรฐาน แต่ทางเลือกของรุ่นท็อป Performance ที่มาพร้อมระบบขับเคลื่อน 4 ล้อตลอดเวลาจากมอเตอร์ไฟฟ้า 2 ชุด มอบกำลังสูงสุด 460 แรงม้า และอัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ในเวลาเพียง 3.1 วินาที เป็นสิ่งที่ดึงดูดใจผู้ที่ชื่นชอบความแรง แบตเตอรี่ขนาด 75.0 กิโลวัตต์ชั่วโมง ให้ระยะทำการสูงสุด 528 กิโลเมตร (WLTP) ซึ่งถือว่าดีเยี่ยม แต่ก็ยังห่างจาก CLA 250+ อย่างชัดเจน ด้วยราคาที่ 2,199,000 บาท Model 3 ยังคงเป็นตัวเลือกที่คุ้มค่าสำหรับ รถยนต์ไฟฟ้าสมรรถนะสูง
การวิเคราะห์จะพบว่า Mercedes-Benz CLA 250+ วางตำแหน่งตัวเองเป็น รถยนต์ไฟฟ้า ที่ผสมผสานความหรูหราเข้ากับนวัตกรรมและระยะทางที่เหนือกว่า เน้นประสบการณ์การขับขี่ที่นุ่มนวล แต่เปี่ยมด้วยพละกำลัง พร้อมเทคโนโลยีชาร์จเร็วที่ก้าวล้ำ ในขณะที่ Tesla Model 3 เน้นความดิบของสมรรถนะ อัตราเร่งที่ฉับไว และ Ecosystem ของ Tesla ที่แข็งแกร่ง ผู้ที่เลือก CLA 250+ อาจมองหาความสมบูรณ์แบบทั้งในด้านดีไซน์ เทคโนโลยีรถยนต์ ที่เป็นมิตรกับผู้ใช้งาน และระยะทางที่ไร้กังวล ในขณะที่ผู้เลือก Model 3 อาจให้ความสำคัญกับ สมรรถนะการขับขี่ ที่เหนือชั้น และความล้ำสมัยในแบบมินิมอล
Toyota Hilux Travo Overland Plus 4Trex (รถกระบะแห่งการผจญภัย)
Toyota Hilux คือชื่อที่ผูกพันกับ รถกระบะ ในประเทศไทยมาอย่างยาวนาน และ Travo Overland Plus 4Trex คือการตอกย้ำความเป็นผู้นำในตลาด รถกระบะ อีกครั้ง ด้วยการนำเสนอ รถกระบะ ที่ผสานความแข็งแกร่งเข้ากับความสะดวกสบายและ เทคโนโลยีรถยนต์ สมัยใหม่ รุ่นนี้ถูกจัดให้เป็นตัวท็อปของสายพันธุ์ ออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์ผู้ที่รักการผจญภัยและผู้ที่ต้องการ รถกระบะอเนกประสงค์ ที่สามารถพาไปได้ทุกที่
หัวใจสำคัญของ Hilux Travo Overland Plus 4Trex คือเครื่องยนต์ดีเซล เทอร์โบ GD Super Power ขนาด 2.8 ลิตร ที่ให้กำลังสูงสุด 150 กิโลวัตต์ หรือ 204 แรงม้า พร้อมแรงบิดสูงสุด 500 นิวตันเมตร ซึ่งเป็นพละกำลังที่เหลือเฟือสำหรับการใช้งานทั้งในเมืองและนอกเส้นทาง ระบบส่งกำลังเกียร์อัตโนมัติ 6 จังหวะ มอบการเปลี่ยนเกียร์ที่ราบรื่นและตอบสนองได้ดีเยี่ยม แต่สิ่งที่ทำให้รุ่นนี้โดดเด่นอย่างแท้จริงคือ ระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ ที่ทันสมัย มาพร้อมโหมดการลุยทางสมบุกสมบันที่หลากหลาย ซึ่งได้รับการปรับจูนมาอย่างละเอียดเพื่อรองรับสภาพถนนที่แตกต่างกัน ตั้งแต่ทางลูกรังไปจนถึงการปีนป่ายบนทางออฟโรดที่ท้าทาย ความปลอดภัยรถยนต์ ก็ได้รับการใส่ใจอย่างเต็มที่ด้วยระบบความปลอดภัยครบครัน ไม่ว่าจะเป็นระบบช่วยเหลือการขับขี่ต่างๆ รวมถึงพวงมาลัยที่แปรผันการตอบสนองด้วยไฟฟ้า ช่วยให้การควบคุม รถกระบะ คันใหญ่ทำได้ง่ายและแม่นยำยิ่งขึ้น ห้องโดยสารได้รับการปรับปรุงใหม่ให้มีความทันสมัยและลงตัวกับการใช้งาน มอบความสะดวกสบายในระดับเดียวกับ รถ SUV ในบางรุ่น ราคา 1,366,000 บาท สะท้อนถึงการลงทุนใน รถกระบะ ที่พร้อมสำหรับการใช้งานที่หลากหลาย
เทียบกับคู่แข่ง: GWM Poer Sahar Ultra 4WD
ตลาด รถกระบะ มีการแข่งขันสูงมาโดยตลอด และ GWM Poer Sahar Ultra 4WD เป็นอีกหนึ่งผู้เล่นที่เข้ามาสร้างสีสันและทางเลือกใหม่ แม้จะมีราคาแตกต่างกันพอสมควรที่ 999,000 บาท (ราคาพิเศษช่วงเปิดตัว) แต่ Poer Sahar ก็นำเสนอคุณสมบัติที่น่าสนใจไม่แพ้กัน ด้วยเครื่องยนต์ดีเซล เทอร์โบ 2.4 ลิตร กำลังสูงสุด 184 แรงม้า ที่ให้สมรรถนะดีเยี่ยม จุดเด่นที่สำคัญคือการออกแบบห้องโดยสารที่มีความทันสมัย ใช้วัสดุคุณภาพดี และมีฟังก์ชันการใช้งานที่ครบครัน ซึ่งเป็นสิ่งที่แบรนด์จีนมักจะให้ความสำคัญ ระบบขับเคลื่อน 4 ล้อตลอดเวลา พร้อมโหมดการขับขี่ที่หลากหลาย ทำให้ Poer Sahar เป็น รถกระบะออฟโรด ที่น่าสนใจสำหรับผู้ที่มองหาความคุ้มค่าและดีไซน์ที่แตกต่าง
การวิเคราะห์ชี้ให้เห็นว่า Toyota Hilux Travo Overland Plus 4Trex ยังคงรักษาจุดแข็งของแบรนด์ Toyota ในเรื่องความทนทาน ชื่อเสียง และเครือข่ายบริการที่กว้างขวาง ในขณะที่ GWM Poer Sahar Ultra 4WD เข้ามาในตลาดด้วยกลยุทธ์ด้านราคาที่ดุดัน และการนำเสนอ เทคโนโลยีรถยนต์ ที่ทันสมัยในห้องโดยสาร สำหรับผู้ที่ต้องการ รถกระบะ ที่ได้รับการพิสูจน์แล้ว มีความแข็งแกร่ง และพร้อมสำหรับการใช้งานหนัก Hilux ยังคงเป็นตัวเลือกอันดับต้นๆ แต่สำหรับผู้ที่มองหา รถกระบะ ที่มีดีไซน์ล้ำสมัย ออปชันจัดเต็ม และราคาที่เข้าถึงง่ายขึ้น Poer Sahar ก็เป็นตัวเลือกที่ไม่ควรมองข้าม
Nissan X-Trail e-Power e-4orce (ครอสโอเวอร์ไฮบริดอัจฉริยะ)
Nissan นำชื่อคุ้นหูอย่าง X-Trail กลับมาทำตลาดอีกครั้งด้วยเทคโนโลยีที่เหนือชั้นอย่าง e-Power และ e-4orce ในฐานะ รถ SUV ครอสโอเวอร์ขนาด C-Segment ที่มีตัวถังใหญ่โตและเส้นสายที่คมเข้ม ดุดัน X-Trail e-Power e-4orce ยังคงจุดเด่นเรื่องพื้นที่ใช้สอยด้วยเบาะนั่ง 3 แถว 7 ตำแหน่ง ตอบโจทย์ครอบครัวใหญ่หรือผู้ที่ต้องการ รถ SUV ที่อเนกประสงค์
จุดเด่นสำคัญของ X-Trail รุ่นนี้คือระบบขับเคลื่อนด้วยไฟฟ้าล้วน (e-Power) ซึ่งหมายความว่ามอเตอร์ไฟฟ้าทั้ง 2 ชุด (ด้านหน้า 150 กิโลวัตต์/204 แรงม้า และด้านหลัง 100 กิโลวัตต์/136 แรงม้า) คือผู้รับผิดชอบการขับเคลื่อนรถยนต์โดยตรงทั้งหมด โดยมีเครื่องยนต์สันดาปภายในแบบเบนซิน เทอร์โบ 1.5 ลิตร ทำหน้าที่เป็นเครื่องปั่นกระแสไฟฟ้าเท่านั้น นี่คือการผสมผสานที่ลงตัวระหว่างการขับขี่แบบ รถยนต์ไฟฟ้า ที่ให้ความเงียบ แรงบิดสูง และอัตราเร่งที่ฉับไว กับความสะดวกสบายของการเติมน้ำมันเชื้อเพลิงที่ไม่ต้องกังวลเรื่องระยะทางหรือสถานีชาร์จ นวัตกรรมยานยนต์ นี้ทำให้ X-Trail มี ประสิทธิภาพการประหยัดพลังงาน ที่ยอดเยี่ยม และยังมาพร้อมกับระบบขับเคลื่อน 4 ล้อตลอดเวลา e-4orce ซึ่งเป็นการส่งกำลังแยกหน้า-หลังของมอเตอร์ไฟฟ้า ทำให้การปรับเปลี่ยนการส่งกำลังทำได้อย่างรวดเร็วและแม่นยำ เพิ่ม สมรรถนะการขับขี่ และ ความปลอดภัยรถยนต์ ในทุกสภาพถนน ไม่ว่าจะเป็นการยึดเกาะบนพื้นเปียก หรือการทรงตัวขณะเข้าโค้ง ราคา 1,699,000 บาท ทำให้ X-Trail e-Power e-4orce เป็น รถยนต์ไฮบริด ที่น่าจับตามองอย่างยิ่ง
เทียบกับคู่แข่ง: Honda CR-V e:HEV RS AWD
Honda CR-V e:HEV RS AWD รุ่นท็อปที่ได้รับการปรับโฉมใหม่ ถือเป็นคู่แข่งโดยตรงในตลาด รถ SUV ครอสโอเวอร์ขนาดเดียวกัน ด้วยเส้นสายที่คมเข้มขึ้นเล็กน้อย และออปชันที่ครบครันยิ่งกว่าเดิม CR-V ใช้ระบบ รถยนต์ไฮบริด แบบ Full Hybrid ที่ประกอบด้วยเครื่องยนต์เบนซิน 2.0 ลิตร 148 แรงม้า ทำงานร่วมกับมอเตอร์ไฟฟ้า 184 แรงม้า สามารถขับเคลื่อนด้วยไฟฟ้า น้ำมัน หรือผสมผสานกันได้ ระบบขับเคลื่อน 4 ล้อตลอดเวลา และ ประสิทธิภาพการประหยัดน้ำมันเชื้อเพลิง ที่เหมาะสม ทำให้ CR-V เป็นตัวเลือกที่แข็งแกร่ง ด้วยราคา 1,729,000 บาท
การวิเคราะห์เปรียบเทียบระหว่าง X-Trail e-Power และ CR-V e:HEV เผยให้เห็นถึงปรัชญา เทคโนโลยีรถยนต์ ที่แตกต่างกัน Nissan X-Trail เน้นการขับขี่ที่ให้ความรู้สึกเหมือน รถยนต์ไฟฟ้า แท้ๆ ด้วยมอเตอร์ไฟฟ้าทำหน้าที่ขับเคลื่อนโดยตรงทั้งหมด มอบแรงบิดทันที และการตอบสนองที่ลื่นไหล ในขณะที่ Honda CR-V เน้นความสมดุลระหว่างเครื่องยนต์สันดาปและมอเตอร์ไฟฟ้า เพื่อ ประสิทธิภาพการประหยัดพลังงาน ที่ดีที่สุดและ สมรรถนะการขับขี่ ที่คุ้นเคย X-Trail ยังได้เปรียบเรื่องความอเนกประสงค์ด้วยเบาะ 7 ที่นั่ง ในขณะที่ CR-V ยังคงเน้นที่ ความพรีเมียม และ ความน่าเชื่อถือ ของแบรนด์ที่ได้รับการยอมรับ
GWM Wey G9 Hi4 (MPV หรูหรา เทคโนโลยีล้ำยุค)
GWM สร้างความฮือฮาในงาน Motor Expo 2025 ด้วยการเปิดตัวแบรนด์หรู Wey เป็นครั้งแรกในประเทศไทย และ Wey G9 Hi4 คือเรือธงที่สะท้อนถึงวิสัยทัศน์ของ GWM ในการบุกตลาด รถยนต์หรู ระดับพรีเมียม นี่คือ รถ MPV หรูขนาดใหญ่ที่มาพร้อม ดีไซน์รถยนต์ ที่ภูมิฐาน กระจังหน้าขนาดใหญ่พร้อมโลโก้ของ Wey ที่โดดเด่นสะท้อนถึงความมุ่งมั่นในการสร้างเอกลักษณ์เฉพาะตัว
จุดเด่นที่ทำให้ Wey G9 Hi4 เหนือกว่าคู่แข่งอย่างชัดเจนคือเบาะนั่งแถวที่ 2 แบบ Zero Gravity ที่มอบความสะดวกสบายสูงสุดเสมือนอยู่ในสภาวะไร้น้ำหนัก พร้อมฟังก์ชันการใช้งานที่หลากหลาย ตอบโจทย์การเดินทางของผู้บริหาร หรือการเดินทางของครอบครัวที่ต้องการความหรูหราเหนือระดับ ระบบขับเคลื่อน Hi4 คือ เทคโนโลยีรถยนต์ ที่เป็นหัวใจของรถคันนี้ ซึ่งเป็นการผสมผสานเครื่องยนต์เบนซิน 1.5 ลิตร เทอร์โบ เข้ากับมอเตอร์ไฟฟ้าคู่แบบ Permanent-Magnet Synchronous ทำงานร่วมกับเกียร์อัจฉริยะ DHT เพื่อให้ได้กำลังสูงสุดถึง 325 กิโลวัตต์ หรือ 442 แรงม้า และแรงบิดสูงสุด 642 นิวตันเมตร ซึ่งเป็นตัวเลขที่น่าประทับใจสำหรับ รถ MPV ช่วยให้การตอบสนองทันใจในทุกช่วงความเร็ว ระบบขับเคลื่อน 4 ล้อตลอดเวลา แต่สามารถแปรผันการส่งกำลังได้อย่างหลากหลาย เพิ่ม ความปลอดภัยรถยนต์ และ สมรรถนะการขับขี่ ในทุกสภาพถนน แบตเตอรี่ Lithium Ternary ความจุ 44.28 กิโลวัตต์ชั่วโมง รองรับการขับด้วยไฟฟ้าล้วน (EV Mode) ได้ไกลถึง 170 กิโลเมตร ตามมาตรฐาน NEDC ซึ่งเป็นระยะทางที่เพียงพอสำหรับการใช้งานในเมืองตลอดสัปดาห์โดยไม่ต้องใช้น้ำมัน รองรับการชาร์จไวแบบ DC สูงสุด 60 กิโลวัตต์ เพื่อความสะดวกสบายในการใช้งาน ราคา 2,349,000 บาท สะท้อนถึง นวัตกรรมยานยนต์ และความหรูหราที่ GWM ตั้งใจนำเสนอ
เทียบกับคู่แข่ง: GAC M8 PHEV
GAC M8 PHEV เป็นอีกหนึ่ง รถ MPV หรูจากจีนที่ใช้ขุมพลัง Plug-in Hybrid และเป็นคู่แข่งโดยตรงของ Wey G9 M8 มาพร้อมตัวถังที่หรูหรา ผสมผสานความคมเข้มจากกระจังหน้าที่เน้นสันเหลี่ยมกับวัสดุโครเมียมแวววาว ห้องโดยสารตกแต่งด้วยวัสดุคุณภาพดี กว้างขวาง และมีฟังก์ชันการใช้งานที่หลากหลายไม่แพ้กัน ระบบขับเคลื่อน Plug-in Hybrid ประกอบด้วยเครื่องยนต์เบนซิน เทอร์โบ 2.0 ลิตร กำลังสูงสุด 190 แรงม้า และมอเตอร์ไฟฟ้ากำลังสูงสุด 373 แรงม้า แบตเตอรี่ขนาด 25.6 กิโลวัตต์ชั่วโมง สามารถแล่นด้วยไฟฟ้าล้วนได้ 120 กิโลเมตร (NEDC)
จากการวิเคราะห์ จะเห็นได้ว่า Wey G9 Hi4 มีความได้เปรียบในเรื่องของ เทคโนโลยีรถยนต์ ระบบส่งกำลัง Hi4 ที่ซับซ้อนและมีประสิทธิภาพสูงกว่า รวมถึงแบตเตอรี่ที่มีความจุมากกว่าและระยะทางการขับขี่ด้วยไฟฟ้าล้วนที่ยาวนานกว่า ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญสำหรับ รถยนต์ไฮบริด แบบเสียบปลั๊ก ในขณะที่ GAC M8 PHEV ก็มีความโดดเด่นในด้าน ดีไซน์รถยนต์ ที่หรูหราและห้องโดยสารที่ประณีต การเลือกซื้อขึ้นอยู่กับว่าผู้บริโภคให้ความสำคัญกับ นวัตกรรมยานยนต์ และ ประสิทธิภาพการประหยัดพลังงาน จากการขับขี่ด้วยไฟฟ้าล้วนมากน้อยเพียงใด รวมถึงความต้องการด้าน ความหรูหรา และความสะดวกสบายภายในห้องโดยสาร
Geely EX2 Pro (รถยนต์ไฟฟ้าเพื่อทุกคน)
การครบรอบ 1 ปีที่ Geely เข้ามาทำตลาดในประเทศไทย ได้ถูกเฉลิมฉลองด้วยการเปิดตัว รถยนต์ไฟฟ้า รุ่นใหม่สไตล์แฮทช์แบ็กอย่าง EX2 ในงาน Motor Expo 2025 นี่คือ รถยนต์ไฟฟ้าขนาดเล็ก ที่ได้รับการออกแบบมาเพื่อการใช้งานในตัวเมืองโดยเฉพาะ ด้วยเส้นสายโค้งมน และมิติตัวถังที่เหมาะสมกับการจราจรในเขตเมือง พร้อมระบบใช้งานที่ครบครัน รุ่นย่อยที่น่าสนใจอย่างยิ่งคือรุ่นเริ่มต้น Pro ที่มาพร้อมราคาพิเศษต่ำกว่า 400,000 บาท ซึ่งเป็น ราคาที่น่าสนใจ และสามารถสร้างการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในตลาด รถยนต์ไฟฟ้า ระดับเริ่มต้น
Geely EX2 Pro มาพร้อมมอเตอร์ไฟฟ้า 85 กิโลวัตต์ หรือ 116 แรงม้า ขับเคลื่อน 2 ล้อหลัง ซึ่งถือเป็นจุดเด่นที่ทำให้ สมรรถนะการขับขี่ แตกต่างจาก รถยนต์ไฟฟ้า ขนาดเล็กทั่วไป แบตเตอรี่ขนาด 39.4 กิโลวัตต์ชั่วโมง มอบระยะทำการสูงสุดที่ 395 กิโลเมตร ตามมาตรฐาน NEDC ซึ่งเพียงพอสำหรับการใช้งานในชีวิตประจำวันของผู้คนส่วนใหญ่ในเมือง รองรับการชาร์จสูงสุดแบบ DC ที่ 70 กิโลวัตต์ ทำให้ การชาร์จรถยนต์ไฟฟ้า เป็นเรื่องที่รวดเร็วและสะดวกสบาย นอกจากนี้ยังมาพร้อมระบบจ่ายกระแสไฟฟ้าสู่ภายนอก V2L (Vehicle-to-Load) ซึ่งเป็นฟังก์ชันที่เพิ่มความอเนกประสงค์ให้รถคันนี้ สามารถจ่ายไฟให้กับอุปกรณ์ไฟฟ้าภายนอกได้ เปรียบเสมือนพาวเวอร์แบงก์ขนาดใหญ่บนล้อ ราคาพิเศษเพียง 399,990 บาท ถือเป็นการท้าทายตลาด รถยนต์ไฟฟ้า อย่างดุเดือด
เทียบกับคู่แข่ง: BYD Dolphin Standard Range
BYD Dolphin Standard Range เป็นอีกหนึ่ง รถยนต์ไฟฟ้า สไตล์แฮทช์แบ็กที่ได้รับความสนใจอย่างมาก และเป็นผู้นำตลาดในกลุ่มนี้ ด้วยราคาพิเศษก่อนหมด EV 3.0 ที่ 449,900 บาท ซึ่งอยู่ในระดับ ราคา สี่แสนบาทต้นๆ Dolphin มาพร้อมมอเตอร์ไฟฟ้า 69 กิโลวัตต์ หรือ 94 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 180 นิวตันเมตร ขับเคลื่อน 2 ล้อหน้า แบตเตอรี่ขนาด 50.3 กิโลวัตต์ชั่วโมง ให้ระยะทำการสูงสุด 435 กิโลเมตร (NEDC)
การวิเคราะห์แสดงให้เห็นว่า Geely EX2 Pro เข้ามาเขย่าตลาด รถยนต์ไฟฟ้า ระดับเริ่มต้นด้วยกลยุทธ์ด้านราคาที่เหนือกว่าอย่างเห็นได้ชัด ด้วย ราคา ที่ต่ำกว่า 4 แสนบาท ทำให้ รถยนต์ไฟฟ้า เป็นเจ้าของได้ง่ายขึ้นสำหรับคนหมู่มาก ในขณะที่ BYD Dolphin มีแบตเตอรี่ขนาดใหญ่กว่าและระยะทางที่ยาวกว่าเล็กน้อย รวมถึงชื่อเสียงของ BYD ที่เริ่มสร้างความเชื่อมั่นในตลาด รถยนต์ไฟฟ้า ของไทยแล้ว แต่ Geely EX2 Pro ก็มีจุดเด่นเรื่อง สมรรถนะการขับขี่ แบบขับเคลื่อนล้อหลัง และฟังก์ชัน V2L ที่เพิ่มความคุ้มค่าและอเนกประสงค์ ทำให้การแข่งขันในกลุ่ม รถยนต์ไฟฟ้า ระดับเริ่มต้นนี้ดุเดือดและน่าจับตาอย่างยิ่ง ผู้บริโภคจะได้รับประโยชน์สูงสุดจากตัวเลือกที่หลากหลายและ ราคา ที่แข่งขันกัน
สรุปภาพรวมและอนาคตของตลาดรถยนต์ไทยใน Motor Expo 2025
งาน Motor Expo 2025 ได้ตอกย้ำถึงทิศทางที่ชัดเจนของอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย นั่นคือการมุ่งสู่ ยานยนต์ไฟฟ้า และ นวัตกรรมยานยนต์ ที่ไม่หยุดนิ่ง เราได้เห็นการเปลี่ยนผ่านจาก รถยนต์ ที่ใช้เครื่องยนต์สันดาปภายในไปสู่ รถยนต์ไฟฟ้า เต็มรูปแบบ รวมถึง รถยนต์ไฮบริด และ Plug-in Hybrid ที่มีความซับซ้อนและมีประสิทธิภาพสูงขึ้น
การแข่งขันระหว่างแบรนด์เก่าแก่จากยุโรปและญี่ปุ่น กับแบรนด์หน้าใหม่จากจีนที่ก้าวเข้ามาอย่างแข็งแกร่ง กำลังสร้างสรรค์ เทคโนโลยีรถยนต์ ที่น่าตื่นเต้นและ ราคาที่น่าสนใจ ให้กับผู้บริโภค การที่ รถยนต์ไฟฟ้า มี ราคา เริ่มต้นที่ต่ำกว่า 4 แสนบาท ถือเป็นหมุดหมายสำคัญที่จะผลักดันให้คนไทยเข้าถึง รถยนต์ไฟฟ้า ได้ง่ายขึ้น และเป็นก้าวสำคัญในการเปลี่ยนผ่านสู่สังคมคาร์บอนต่ำ
ในฐานะผู้เชี่ยวชาญ ผมเชื่อว่าตลาด รถยนต์ ในประเทศไทยยังคงมีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยมีปัจจัยหนุนจากการที่ผู้บริโภคมีความตระหนักด้านสิ่งแวดล้อมมากขึ้น และความต้องการ เทคโนโลยีรถยนต์ ที่มอบความสะดวกสบายและ ความปลอดภัยรถยนต์ ที่เหนือกว่า ผู้ผลิตจะยังคงมุ่งมั่นพัฒนาระยะทางการขับขี่ของ แบตเตอรี่รถยนต์ไฟฟ้า และขยาย สถานีชาร์จ ให้ครอบคลุม เพื่อคลายความกังวลในการใช้งาน
งาน Motor Expo 2025 ไม่ได้เป็นเพียงแค่การแสดง รถยนต์ แต่เป็นการสะท้อนอนาคตของ การเดินทาง และ นวัตกรรมยานยนต์ ที่กำลังจะเข้ามาพลิกโฉมวิถีชีวิตของเราอย่างแท้จริง การตัดสินใจเลือก รถยนต์ ในวันนี้ จึงเป็นการลงทุนใน เทคโนโลยีรถยนต์ ที่จะอยู่คู่กับเราไปในอีกหลายปีข้างหน้า ขอเชิญชวนทุกท่านร่วมสัมผัสประสบการณ์และตัดสินใจเลือก รถยนต์ ที่ตอบโจทย์การเดินทางของคุณได้ดีที่สุดในงานนี้ แล้วคุณจะพบว่าอนาคตของ ยานยนต์ นั้นน่าตื่นเต้นกว่าที่เคยเป็นมาอย่างแน่นอน

