เจาะลึกยอดจองทะลุเป้าครึ่งทาง Motor Expo 2025: ทิศทางตลาดรถยนต์ไทยปีหน้าเป็นอย่างไร?
งานมหกรรมยานยนต์ครั้งที่ 42 หรือ Thailand International Motor Expo 2025 ได้เดินทางมาถึงครึ่งทางแล้ว โดยผู้จัดงานได้ประกาศยอดจองสะสมรวมทุกค่ายสูงถึง 28,254 คัน นับเป็นสัญญาณบวกที่สะท้อนถึงความคึกคักและทิศทางการเติบโตของอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย ซึ่งยังคงมีการแข่งขันที่ดุเดือดและน่าจับตาอย่างยิ่งในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า
ในฐานะผู้เชี่ยวชาญในวงการยานยนต์มากว่าทศวรรษ ผมขอพาทุกท่านมาวิเคราะห์เจาะลึก 10 อันดับค่ายรถยนต์ที่ทำยอดจองสูงสุด ณ กลางทางของมหกรรมยานยนต์ครั้งนี้ พร้อมสำรวจรุ่นรถยนต์ที่ “มาแรง” และปัจจัยเบื้องหลังความสำเร็จ เพื่อทำความเข้าใจถึงพฤติกรรมผู้บริโภค เทรนด์เทคโนโลยียานยนต์ และกลยุทธ์ของแต่ละแบรนด์ที่ขับเคลื่อนตลาดให้เดินหน้าไปอย่างมีชีวิตชีวา
ข้อมูลเหล่านี้ไม่ได้เป็นเพียงตัวเลข แต่ยังสะท้อนให้เห็นถึงภูมิทัศน์ของตลาดรถยนต์ที่กำลังเปลี่ยนผ่านอย่างรวดเร็ว ทั้งจากการเข้ามาของผู้เล่นหน้าใหม่ที่แข็งแกร่ง นโยบายภาครัฐที่สนับสนุนยานยนต์ไฟฟ้า (EV) และความต้องการของผู้บริโภคที่เริ่มหันมามองหา “รถยนต์ไฟฟ้า 2025” หรือรถยนต์ประหยัดพลังงานมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็น “รถยนต์ไฮบริด” หรือแม้แต่รถยนต์เครื่องยนต์สันดาปภายในที่ยังคงมีจุดแข็งด้านราคาและสมรรถนะที่ตอบโจทย์เฉพาะกลุ่ม
มาดูกันว่า แบรนด์ใดจะสามารถครองใจผู้บริโภคชาวไทยได้มากที่สุดในครึ่งแรกของ Motor Expo 2025 และรถยนต์รุ่นใดคือดาวเด่นที่สร้างปรากฏการณ์ยอดจองถล่มทลายในครั้งนี้
TOP 10 ยอดจองครึ่งทาง Motor Expo 2025
อันดับ 1: Toyota ยอดจอง 4,808 คัน
รถยนต์ที่มาแรง: Toyota Yaris Cross
ไม่มีใครสามารถปฏิเสธความแข็งแกร่งของ Toyota ในตลาดประเทศไทยได้ แบรนด์ยักษ์ใหญ่จากญี่ปุ่นยังคงยืนหนึ่งด้วยยอดจองที่โดดเด่นถึง 4,808 คัน สะท้อนถึงความไว้วางใจที่ผู้บริโภคมีต่อคุณภาพ ความทนทาน และบริการหลังการขายที่เป็นเลิศ ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญที่ Toyota สร้างสมมาอย่างยาวนานในประเทศ
ภายในบูธที่อัดแน่นไปด้วยรถยนต์หลากหลายรุ่น ตั้งแต่รถกระบะ Hilux Travo ที่ยังคงเป็นหัวใจสำคัญของตลาดเชิงพาณิชย์และไลฟ์สไตล์ ไปจนถึงรถยนต์นั่งส่วนบุคคลที่ตอบโจทย์ทุกการใช้งาน แต่ดาวเด่นที่สร้างแรงกระเพื่อมอย่างเห็นได้ชัดคือ “Toyota Yaris Cross” ครอสโอเวอร์ขนาดพอเหมาะที่มาพร้อมกับดีไซน์ที่ทันสมัย ห้องโดยสารที่กว้างขวาง และขุมพลังที่หลากหลาย ทั้งเบนซินและไฮบริด (HEV) ตอบโจทย์การใช้งานในเมืองและการเดินทางออกนอกเมืองได้อย่างลงตัว
สิ่งที่ทำให้ Yaris Cross ขึ้นแท่นเป็นรถยนต์ที่มาแรงที่สุดของค่ายคือ “โปรโมชั่นรถยนต์” ที่น่าสนใจและคุ้มค่า ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญในการตัดสินใจของผู้บริโภคในยุคปัจจุบัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับการเปิดตัวรุ่นตกแต่งพิเศษ Nightshade ที่เพิ่มความสปอร์ตและเอกลักษณ์ให้รถยนต์มากยิ่งขึ้น ทำให้ผู้ที่มองหา “ครอสโอเวอร์ยอดนิยม 2025” ไม่อาจมองข้ามรุ่นนี้ไปได้ ยอดจองที่สูงลิ่วของ Toyota ไม่เพียงแสดงถึงความนิยมในตัวผลิตภัณฑ์ แต่ยังสะท้อนถึงการปรับตัวของแบรนด์ที่เข้าถึงความต้องการของตลาดได้อย่างแม่นยำ
อันดับ 2: BYD ยอดจอง 2,537 คัน
รถยนต์ที่มาแรง: BYD Atto 3
การก้าวขึ้นมาอย่างรวดเร็วของ BYD แบรนด์รถยนต์ไฟฟ้าสัญชาติจีน ถือเป็นปรากฏการณ์ที่น่าจับตาในตลาดรถยนต์ไทย BYD ไม่ได้เป็นเพียงผู้เล่นหน้าใหม่ แต่ยังเป็นผู้บุกเบิกและเป็นผู้นำตลาด “รถยนต์ไฟฟ้า” ในหลายๆ เซ็กเมนต์ ด้วยยอดจอง 2,537 คัน แสดงให้เห็นถึงความเชื่อมั่นที่ผู้บริโภคมีต่อเทคโนโลยีและความคุ้มค่าของ “รถยนต์ไฟฟ้า 2025” จาก BYD
แม้ว่าทาง BYD จะไม่ได้แจ้งยอดจองโดยตรง แต่ผู้จัดงานได้ทำการประเมินจากอัตราส่วนผู้ลงทะเบียน ซึ่งก็ยังคงตอกย้ำถึงความแข็งแกร่งของแบรนด์ รถยนต์หลากหลายรุ่นที่นำมาจัดแสดง พร้อมกับ “ราคาพิเศษ” ที่ดึงดูดใจ ก่อนที่ปีหน้าจะมีการปรับมาตรการ EV 3.5 ซึ่งอาจส่งผลต่อราคา ทำให้ผู้บริโภคตัดสินใจจองภายในงานเพื่อคว้าโอกาสที่ดีที่สุด
แต่แน่นอนว่าดาวเด่นที่ยังคงสร้างยอดจองอย่างต่อเนื่องคือ “BYD Atto 3” ครอสโอเวอร์พลังไฟฟ้าที่ได้รับความนิยมอย่างถล่มทลายตั้งแต่เปิดตัว ด้วยดีไซน์ล้ำสมัย เทคโนโลยีความปลอดภัยครบครัน และระยะทางขับขี่ที่น่าประทับใจ การกำหนดราคาที่เข้าถึงได้ทำให้ Atto 3 กลายเป็นตัวเลือกอันดับต้นๆ สำหรับผู้ที่มองหา “การลงทุนรถยนต์” EV คันแรก หรือต้องการอัปเกรดเป็นรถยนต์ที่ “ประหยัดพลังงาน” และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ความต้องการที่สูงถึงขั้นที่รุ่นย่อยบางรุ่นอาจต้องสอบถามกับผู้จัดจำหน่ายถึงความพร้อมในการส่งมอบ ยิ่งตอกย้ำถึงความสำเร็จของ Atto 3 ใน “ตลาดรถยนต์ไฟฟ้าไทย”
อันดับ 3: Honda ยอดจอง 2,314 คัน
รถยนต์ที่มาแรง: Honda HR-V e:HEV
Honda แบรนด์รถยนต์จากญี่ปุ่นที่ครองใจคนไทยมาอย่างยาวนาน ยังคงรักษามาตรฐานและได้รับความนิยมอย่างต่อเนื่อง ด้วยยอดจอง 2,314 คัน ที่สะท้อนถึงความเชื่อมั่นในนวัตกรรมและคุณภาพของ Honda โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่ม “รถยนต์ไฮบริด” ที่เป็นหัวใจหลักในการนำเสนอในงานนี้
ภายในบูธของ Honda เต็มไปด้วยรถยนต์ไฮบริดหลากหลายรุ่น แต่รุ่นที่โดดเด่นและทำยอดจองสูงสุดคือ “Honda HR-V e:HEV” ครอสโอเวอร์ยอดนิยมของค่ายที่แม้จะทำตลาดมาระยะหนึ่งแล้ว แต่ก็ยังคงความสดใหม่และน่าสนใจอยู่เสมอ ด้วยดีไซน์ที่โฉบเฉี่ยว ห้องโดยสารที่กว้างขวางและยืดหยุ่น รวมถึงสมรรถนะจากระบบไฮบริด e:HEV ที่มอบทั้งความแรงและการ “ประหยัดพลังงาน” ได้อย่างลงตัว
ออพชันที่เหมาะสมกับราคา “โปรโมชั่นสุดคุ้ม” ในงาน รวมถึงการเปิดตัวรุ่นย่อยใหม่ “Hunt” ที่จัดแสดงเป็นครั้งแรก ยิ่งช่วยกระตุ้นความต้องการของลูกค้า ทำให้ HR-V e:HEV ยังคงเป็นตัวเลือกอันดับต้นๆ ในเซ็กเมนต์ “ครอสโอเวอร์ยอดนิยม 2025” และเป็นหนึ่งใน “เทคโนโลยีขับเคลื่อนอัจฉริยะ” ที่ Honda ภูมิใจนำเสนอ Honda แสดงให้เห็นถึงความสามารถในการรักษาฐานลูกค้าเก่าและดึงดูดลูกค้าใหม่ได้เป็นอย่างดี ด้วยการนำเสนอผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์และก้าวทันกระแสการเปลี่ยนแปลงของตลาด
อันดับ 4: Omoda & Jaecoo ยอดจอง 1,940 คัน
รถยนต์ที่มาแรง: Jaecoo 5 EV
การเข้ามาของแบรนด์ Omoda & Jaecoo ถือเป็นอีกหนึ่งปรากฏการณ์ที่น่าตื่นเต้นใน “ตลาดรถยนต์ไทย” แบรนด์ใหม่จากจีนที่มาแรงในช่วงปีที่ผ่านมา ได้พิสูจน์ศักยภาพด้วยยอดจองที่น่าประทับใจถึง 1,940 คัน นี่คือข้อบ่งชี้ว่าผู้บริโภคชาวไทยเปิดใจรับ “รถยนต์จีน” มากขึ้น และให้ความสำคัญกับ “นวัตกรรมยานยนต์” และความคุ้มค่าที่แบรนด์เหล่านี้มอบให้
จุดเด่นของ Omoda & Jaecoo ในงานนี้คือการนำเสนอรถยนต์ไฟฟ้าและรถ SUV ที่เน้นดีไซน์ล้ำสมัยและเทคโนโลยีที่น่าสนใจ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง “Jaecoo 5 EV” ครอสโอเวอร์พลังไฟฟ้าที่ได้รับความสนใจอย่างโดดเด่น ด้วยดีไซน์ที่ดุดัน โฉบเฉี่ยว และ “ราคาที่น่าสนใจ (มาก)” ทำให้เกิดกระแสการตอบรับที่ดีอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ช่วงปลายปีที่ผ่านมา
ผู้บริโภคจำนวนมากตระหนักถึงแนวโน้มที่ราคาอาจมีการปรับขึ้นในปีหน้า ซึ่งเป็นผลจากนโยบายสนับสนุน EV ที่เปลี่ยนแปลงไป ทำให้การตัดสินใจจองภายในงานเป็นไปอย่างรวดเร็ว เพื่อให้ได้ครอบครอง “รถยนต์ไฟฟ้าแห่งอนาคต” ในราคาที่คุ้มค่าที่สุด Jaecoo 5 EV ไม่เพียงแต่ดึงดูดด้วยราคา แต่ยังนำเสนอทางเลือกใหม่ๆ ในเซ็กเมนต์ “ครอสโอเวอร์ยอดนิยม 2025” ที่ขับเคลื่อนด้วยไฟฟ้าอย่างเต็มรูปแบบ แสดงให้เห็นถึงการแข่งขันที่เข้มข้นในตลาด EV
อันดับ 5: GAC Aion ยอดจอง 1,819 คัน
รถยนต์ที่มาแรง: Aion UT
GAC Aion อีกหนึ่งผู้เล่นจากจีนที่ทำตลาดในประเทศไทยอย่างต่อเนื่องและสร้างความน่าสนใจให้กับวงการยานยนต์ไทยมาตลอดปี ด้วยยอดจองที่สูงถึง 1,819 คัน แบรนด์นี้ได้พิสูจน์ให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการนำเสนอ “รถยนต์ไฟฟ้า” ที่ตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าชาวไทยได้อย่างแท้จริง
รถยนต์ที่ได้รับความสนใจเป็นพิเศษในงานคือ “Aion UT” แฮทช์แบ็กพลังไฟฟ้าที่มีรูปทรงอันเป็นเอกลักษณ์และดีไซน์ที่โดดเด่นสะดุดตา มาพร้อมกับ “ราคาพิเศษ” ที่น่าสนใจและ “โปรโมชั่นสุดคุ้ม” ภายในงาน ทำให้ Aion UT ได้รับความนิยมอย่างล้นหลาม จนกระทั่งบางรุ่นย่อยอาจเริ่มหายากแล้ว สะท้อนให้เห็นถึงความต้องการที่สูงเกินคาดและผลตอบรับที่ดีจากผู้บริโภค
Aion UT เป็นตัวอย่างที่ดีของการนำเสนอ “รถยนต์ไฟฟ้าแห่งอนาคต” ที่ไม่เพียงแต่เน้นประสิทธิภาพการขับขี่ที่ “ประหยัดพลังงาน” แต่ยังให้ความสำคัญกับดีไซน์ที่ทันสมัยและความคุ้มค่า ทำให้เป็นตัวเลือกที่น่าสนใจสำหรับผู้ที่กำลังมองหา “รถยนต์ไฟฟ้า 2025” สำหรับการใช้งานในเมือง หรือเป็นรถยนต์คันที่สองในครอบครัว การเติบโตของ GAC Aion ตอกย้ำถึงกระแสความนิยมของ “รถยนต์จีน” ในประเทศไทย และศักยภาพในการเป็นผู้นำใน “ตลาดรถยนต์ไฟฟ้าไทย”
อันดับ 6: MG ยอดจอง 1,804 คัน
รถยนต์ที่มาแรง: MG S5 EV
MG แบรนด์รถยนต์ที่เข้ามาบุกเบิกตลาด “รถยนต์ไฟฟ้า” ในประเทศไทยและสร้างฐานลูกค้าที่แข็งแกร่งอย่างต่อเนื่อง ยังคงได้รับความนิยมอย่างไม่เสื่อมคลาย ด้วยยอดจอง 1,804 คัน ในงาน Motor Expo 2025 ครั้งนี้ MG นำรถยนต์หลากหลายรุ่นมาจัดแสดง โดยเฉพาะอย่างยิ่งรถยนต์ไฟฟ้าที่มาพร้อม “ราคาพิเศษ” ก่อนหมดช่วงมาตรการ EV 3.0 ซึ่งเป็นโอกาสทองสำหรับผู้บริโภคที่ต้องการเป็นเจ้าของรถ EV ในราคาที่เข้าถึงได้
รถยนต์ที่ได้รับความนิยมอย่างสูงคือ “MG S5 EV” ครอสโอเวอร์พลังไฟฟ้าที่มีให้เลือกหลากหลายรุ่นย่อย สิ่งที่ทำให้ S5 EV โดดเด่นคือราคาเริ่มต้นที่สามารถแข่งขันได้กับแฮทช์แบ็กพลังไฟฟ้าบางรุ่น ทำให้ผู้ที่มองหา “รถยนต์ไฟฟ้า 2025” ในสไตล์ครอสโอเวอร์ ซึ่งให้พื้นที่ใช้สอยที่มากกว่าและภาพลักษณ์ที่แข็งแกร่งกว่า หันมาให้ความสนใจรุ่นนี้มากยิ่งขึ้น
MG S5 EV ไม่เพียงตอบโจทย์เรื่องราคา แต่ยังมาพร้อมกับ “เทคโนโลยีขับเคลื่อนอัจฉริยะ” ที่ทันสมัย ความปลอดภัยครบครัน และสมรรถนะที่น่าประทับใจ ทำให้เป็นตัวเลือกที่คุ้มค่าสำหรับ “การลงทุนรถยนต์” ไฟฟ้าในระยะยาว ยอดจองของ MG สะท้อนถึงความสำเร็จในการนำเสนอผลิตภัณฑ์ที่หลากหลาย และการสร้างแบรนด์ให้เป็นที่รู้จักในฐานะผู้นำด้าน “นวัตกรรมยานยนต์” ไฟฟ้าที่เข้าถึงได้
อันดับ 7: Geely ยอดจอง 1,667 คัน
รถยนต์ที่มาแรง: Geely EX2
Geely แบรนด์รถยนต์ยักษ์ใหญ่จากจีน ได้ฉลองการครบรอบ 1 ปีของการทำตลาดในประเทศไทยในงาน Motor Expo 2025 นี้อย่างยิ่งใหญ่ ด้วยยอดจองที่น่าประทับใจถึง 1,667 คัน ตัวเลขนี้แสดงให้เห็นถึงการเติบโตอย่างก้าวกระโดดและศักยภาพของ Geely ใน “ตลาดรถยนต์ไทย” ซึ่งกำลังเปิดรับ “รถยนต์จีน” มากขึ้นเรื่อยๆ
จุดเด่นของ Geely ในงานนี้คือการเปิดตัว “รถยนต์ไฟฟ้า” รุ่นใหม่เป็นครั้งแรก นั่นคือ “Geely EX2” แฮทช์แบ็กพลังไฟฟ้าที่ได้รับความสนใจอย่างล้นหลาม ด้วยดีไซน์ที่ทันสมัย ออพชันที่เหมาะสมสำหรับการใช้งานในเมือง และที่สำคัญคือ “ราคาพิเศษในงานที่ต่ำกว่าคู่แข่ง” ทำให้ EX2 กลายเป็นตัวเลือกที่น่าจับตามองอย่างมากในเซ็กเมนต์ “รถยนต์ไฟฟ้า 2025” ขนาดคอมแพ็กต์
Geely EX2 ไม่เพียงแค่ดึงดูดด้วยราคา แต่ยังมาพร้อมกับ “เทคโนโลยีขับเคลื่อนอัจฉริยะ” ที่ช่วยเพิ่มความสะดวกสบายและความปลอดภัยในการขับขี่ ทำให้ผู้บริโภคสัมผัสได้ถึงความคุ้มค่าและคุณภาพที่ Geely มุ่งมั่นนำเสนอ ยอดจองของ Geely ตอกย้ำถึงความสำเร็จของแบรนด์ในการเจาะตลาดและสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภคชาวไทยได้อย่างรวดเร็ว ซึ่งเป็นสัญญาณที่ดีสำหรับ “นวัตกรรมยานยนต์” ที่จะเข้ามาแข่งขันในอนาคต
อันดับ 8: GWM ยอดจอง 1,594 คัน
รถยนต์ที่มาแรง: GWM Tank 300 Diesel
Great Wall Motor (GWM) แบรนด์รถยนต์ที่เข้ามาทำตลาดในประเทศไทยอย่างจริงจังและสร้างความตื่นตัวให้กับวงการยานยนต์อย่างต่อเนื่อง ด้วยยอดจอง 1,594 คัน แสดงให้เห็นถึงความหลากหลายของผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคได้อย่างกว้างขวาง ทั้งในกลุ่ม “รถยนต์ไฟฟ้า” และ “รถยนต์ไฮบริด” รวมถึงรถยนต์เครื่องยนต์สันดาปภายในที่ยังคงได้รับความนิยมในบางเซ็กเมนต์
ภายในบูธของ GWM มีรถยนต์จัดแสดงอย่างหลากหลาย แต่รุ่นที่ยังคงได้รับความนิยมอย่างสูงคือ “Tank 300 Diesel” แม้จะเปิดตัวมาระยะหนึ่งแล้ว แต่กระแสความสนใจจากผู้ที่ชื่นชอบ SUV สไตล์สมบุกสมบันยังคงมีอย่างต่อเนื่อง ด้วยดีไซน์ที่แข็งแกร่ง สมรรถนะที่ยอดเยี่ยมในการขับขี่แบบออฟโรด และฟังก์ชันการใช้งานที่ครบครัน ทำให้ Tank 300 Diesel เป็นตัวเลือกอันดับต้นๆ สำหรับผู้ที่มองหา “รถยนต์ครอบครัว” หรือรถยนต์สำหรับไลฟ์สไตล์ผจญภัย
“ราคาที่น่าสนใจ” และการนำเสนอ “ชุดตกแต่งพิเศษจำนวนจำกัด” อย่าง Desert Storm ยิ่งช่วยกระตุ้นความต้องการของลูกค้า ทำให้ Tank 300 Diesel ยังคงเป็นดาวเด่นของ GWM ในงานนี้ ยอดจองของ GWM สะท้อนถึงความสามารถของแบรนด์ในการสร้างกลุ่มลูกค้าที่ภักดีและนำเสนอผลิตภัณฑ์ที่ตอบสนองความต้องการเฉพาะกลุ่มได้อย่างมีประสิทธิภาพ
อันดับ 9: Deepal ยอดจอง 1,476 คัน
รถยนต์ที่มาแรง: Deepal S05
Deepal แบรนด์น้องใหม่ภายใต้ Changan ซึ่งเป็นอีกหนึ่งผู้ผลิต “รถยนต์จีน” ยักษ์ใหญ่ที่กำลังมาแรงใน “ตลาดรถยนต์ไฟฟ้าไทย” ยังคงได้รับความนิยมอย่างต่อเนื่องจากผู้ที่สนใจรถยนต์ไฟฟ้า ด้วยยอดจอง 1,476 คัน Deepal ได้พิสูจน์ให้เห็นถึงความสำเร็จในการนำเสนอ “นวัตกรรมยานยนต์” ที่ตอบโจทย์ผู้บริโภคยุคใหม่
รถยนต์ที่ได้รับความสนใจอย่างล้นหลามคือ “Deepal S05” รถยนต์ไฟฟ้าสไตล์ครอสโอเวอร์ที่มีดีไซน์ล้ำสมัย และมีทางเลือกหลากหลายรุ่นย่อย เพื่อตอบสนองความต้องการที่แตกต่างกันของผู้บริโภค นอกจากนี้ “ราคาที่เหมาะสม” ยังเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ S05 กลายเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจอย่างยิ่งสำหรับผู้ที่กำลังมองหา “รถยนต์ไฟฟ้า 2025”
ล่าสุดกับการเพิ่มรุ่นย่อย Long Range ที่สามารถแล่นได้ไกลกว่ารุ่นย่อยอื่นๆ ซึ่งมีทั้งหมด 4 รุ่นย่อยด้วยกัน ยิ่งเพิ่มความยืดหยุ่นและทางเลือกให้กับลูกค้า ทำให้ Deepal S05 เป็น “การลงทุนรถยนต์” ไฟฟ้าที่คุ้มค่าและตอบโจทย์การใช้งานที่หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นการเดินทางในเมืองหรือออกต่างจังหวัด ยอดจองของ Deepal ตอกย้ำถึงศักยภาพของแบรนด์ในการสร้างความเชื่อมั่นในคุณภาพและประสิทธิภาพของ “รถยนต์ไฟฟ้าแห่งอนาคต” ที่เข้าสู่ตลาดอย่างรวดเร็ว
อันดับ 10: Mitsubishi ยอดจอง 1,302 คัน
รถยนต์ที่มาแรง: Mitsubishi Xforce HEV
Mitsubishi หนึ่งในค่ายรถยนต์จากญี่ปุ่นที่มีประวัติศาสตร์ยาวนานในประเทศไทย ยังคงได้รับความสนใจจากผู้บริโภค ด้วยยอดจองที่น่าประทับใจถึง 1,302 คัน แสดงให้เห็นถึงความสามารถในการปรับตัวและนำเสนอผลิตภัณฑ์ที่ทันสมัย เพื่อตอบสนองความต้องการที่เปลี่ยนแปลงไปของ “ตลาดรถยนต์ไทย” โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่ม “รถยนต์ไฮบริด”
รถยนต์ที่สร้างความฮือฮาและได้รับความสนใจอย่างต่อเนื่องในบูธคือ “Mitsubishi Xforce HEV” ครอสโอเวอร์ขุมพลังไฮบริด ที่โดดเด่นด้วยรูปทรงที่บึกบึน แข็งแกร่ง และดีไซน์ที่ทันสมัย เหมาะสำหรับผู้ที่ชื่นชอบรถยนต์ที่มีความทนทานและพร้อมลุยในทุกสภาพเส้นทาง Xforce HEV มาพร้อมกับโหมดการขับขี่ที่หลากหลาย เพื่อให้ผู้ขับขี่สามารถปรับเลือกได้ตามความเหมาะสมของสถานการณ์
นอกจากนี้ “โปรโมชั่นสุดคุ้ม” และ “ราคาพิเศษ” ที่น่าสนใจภายในงาน ยังเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ Mitsubishi Xforce HEV ได้รับการตอบรับที่ดี และเป็นตัวเลือกที่น่าจับตาในเซ็กเมนต์ “ครอสโอเวอร์ยอดนิยม 2025” ที่ขับเคลื่อนด้วย “นวัตกรรมไฮบริด” ยอดจองของ Mitsubishi แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของแบรนด์ในการนำเสนอ “เทคโนโลยีขับเคลื่อนอัจฉริยะ” ที่ผสมผสานระหว่างสมรรถนะ ความประหยัด และความทนทานได้อย่างลงตัว
บทสรุปและทิศทางตลาด
ยอดจองครึ่งทางของ Motor Expo 2025 ไม่เพียงแต่เป็นตัวเลขที่น่าพอใจ แต่ยังเป็นดัชนีชี้วัดที่สำคัญของ “ตลาดรถยนต์ไทย” ในปี 2025 และปีต่อๆ ไป เราได้เห็นการเปลี่ยนแปลงที่ชัดเจน นั่นคือการเติบโตอย่างก้าวกระโดดของ “รถยนต์ไฟฟ้า 2025” โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากแบรนด์ “รถยนต์จีน” ที่เข้ามาสร้างการแข่งขันและทางเลือกใหม่ๆ ให้กับผู้บริโภคอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน
อย่างไรก็ตาม แบรนด์ญี่ปุ่นเจ้าตลาดเดิมอย่าง Toyota และ Honda ก็ยังคงรักษาความแข็งแกร่งไว้ได้ ด้วยการปรับตัวและนำเสนอ “รถยนต์ไฮบริด” และรถยนต์เครื่องยนต์สันดาปภายในที่ยังคงมีจุดแข็งในด้านคุณภาพ ความน่าเชื่อถือ และ “เทคโนโลยีขับเคลื่อนอัจฉริยะ” ที่พัฒนามาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งแสดงให้เห็นว่าผู้บริโภคยังมีทางเลือกที่หลากหลายและให้ความสำคัญกับความคุ้มค่าและเทคโนโลยีที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของตนเอง
“โปรโมชั่นรถยนต์” และ “ราคาพิเศษ” ยังคงเป็นปัจจัยสำคัญในการตัดสินใจของผู้บริโภค โดยเฉพาะในช่วงเวลาที่นโยบายสนับสนุนยานยนต์ไฟฟ้ามีการเปลี่ยนแปลง ทำให้ผู้บริโภคต้องรีบคว้าโอกาสที่ดีที่สุดไว้ การแข่งขันที่รุนแรงนี้ไม่เพียงแต่เป็นประโยชน์ต่อผู้บริโภค แต่ยังผลักดันให้แต่ละค่ายต้องพัฒนานวัตกรรมและบริการหลังการขายให้ดียิ่งขึ้น
งานมหกรรมยานยนต์ครั้งที่ 42 หรือ Thailand International Motor Expo 2025 จะจัดต่อเนื่องไปจนถึงวันที่ 10 ธันวาคมนี้ เรายังคงต้องจับตาดูยอดจองสะสมในช่วงโค้งสุดท้ายว่าจะมีแบรนด์ใดสามารถสร้างเซอร์ไพรส์หรือแซงขึ้นมาได้อีกหรือไม่ และผู้ที่จองรถภายในงานยังมีสิทธิ์ลุ้น “ซื้อรถ ชิงรถ” โดยมีรางวัลใหญ่สำหรับปีนี้คือ Avatr 11 มูลค่า 2,099,000 บาท ซึ่งเป็นอีกหนึ่งแรงจูงใจที่น่าสนใจและสร้างสีสันให้กับงานอย่างมาก
อนาคตของอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยยังคงสดใสและเต็มไปด้วยความท้าทาย แต่ที่แน่ๆ คือผู้บริโภคจะยังคงมีทางเลือก “รถยนต์ไฟฟ้าแห่งอนาคต” และ “นวัตกรรมยานยนต์” ที่หลากหลายและน่าตื่นเต้นยิ่งขึ้นอย่างแน่นอน

