ยอดจองถล่มทลายครึ่งทาง Motor Expo 2025: เจาะลึกเทรนด์ยานยนต์แห่งอนาคต
วันที่ 6 ธันวาคม 2568 – มหกรรมยานยนต์ ครั้งที่ 42 หรือ Thailand International Motor Expo 2025 กำลังดำเนินไปอย่างเข้มข้น และขณะนี้ได้ก้าวผ่านครึ่งทางของการจัดงานแล้ว ด้วยการรวบรวมข้อมูลยอดจองรถยนต์จากทุกค่าย ผู้จัดงานได้เผยตัวเลขที่น่าประทับใจถึง 28,254 คัน สะท้อนให้เห็นถึงความคึกคักของตลาดรถยนต์ไทยที่ยังคงร้อนแรง โดยเฉพาะอย่างยิ่งท่ามกลางกระแสการเปลี่ยนแปลงของอุตสาหกรรมยานยนต์ทั่วโลก ในฐานะผู้เชี่ยวชาญในวงการนี้มานานกว่าทศวรรษ ผมจะพาไปเจาะลึก 10 อันดับค่ายรถยนต์ที่ทำยอดจองสูงสุด และวิเคราะห์ถึงปัจจัยความสำเร็จของแต่ละรุ่นที่ “มาแรง” ที่สุด ซึ่งล้วนเป็นภาพสะท้อนของทิศทางและอนาคตของตลาดรถยนต์ในปี 2025 และปีต่อ ๆ ไป
งาน Motor Expo ในปีนี้ไม่ใช่แค่เพียงการจัดแสดงนวัตกรรมยานยนต์ใหม่ล่าสุดเท่านั้น แต่ยังเป็นเวทีสำคัญที่ผู้บริโภคจะได้สัมผัสกับเทคโนโลยีล้ำสมัย ทั้งจากรถยนต์สันดาปภายในแบบดั้งเดิม รถยนต์ไฮบริดที่ประหยัดพลังงาน ไปจนถึงรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ที่กำลังเป็นเมกะเทรนด์สำคัญ การแข่งขันที่ดุเดือดของบรรดาค่ายรถยนต์ ทำให้เกิดโปรโมชันและข้อเสนอพิเศษมากมาย ที่กระตุ้นการตัดสินใจของผู้บริโภคได้อย่างมีนัยสำคัญ ตัวเลขยอดจองกว่าสองหมื่นคันที่เห็นนี้ จึงไม่ใช่แค่ตัวเลขธรรมดา แต่เป็นสัญญาณบ่งบอกถึงความเชื่อมั่นของผู้บริโภคในตลาด และศักยภาพของนวัตกรรมยานยนต์ที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ที่หลากหลายขึ้น
ปัจจัยสำคัญที่ขับเคลื่อนตลาดในครั้งนี้ นอกจากโปรโมชันเร้าใจแล้ว ยังรวมถึงความพร้อมของโครงสร้างพื้นฐานสำหรับรถยนต์ไฟฟ้าที่พัฒนาขึ้นอย่างต่อเนื่อง รวมถึงมาตรการสนับสนุนจากภาครัฐ เช่น นโยบาย EV 3.5 ที่กำลังจะเข้ามามีบทบาทในปีหน้า ซึ่งส่งผลให้หลายค่ายเร่งนำเสนอรถยนต์ไฟฟ้าด้วยราคาที่น่าดึงดูดใจก่อนการเปลี่ยนแปลงดังกล่าว นอกจากนี้ ความตระหนักรู้ด้านสิ่งแวดล้อมและประสิทธิภาพการใช้พลังงาน ก็ยังคงเป็นหัวใจสำคัญในการพิจารณาเลือกซื้อรถยนต์ของผู้บริโภคยุคใหม่ ทำให้รถยนต์ประหยัดพลังงานและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมได้รับความสนใจเป็นพิเศษ
Top 10 ยอดจอง Motor Expo 2025: ใครคือผู้ชนะครึ่งทาง?
อันดับ 1: Toyota ยอดจอง 4,808 คัน
รถยนต์ที่มาแรง: Toyota Yaris Cross
Toyota ยังคงยืนหยัดในฐานะผู้นำตลาดรถยนต์ไทยอย่างแข็งแกร่ง ด้วยยอดจองที่ทิ้งห่างคู่แข่งอย่างเห็นได้ชัดถึง 4,808 คัน สะท้อนถึงความเชื่อมั่นที่ผู้บริโภคมีต่อแบรนด์ญี่ปุ่นรายนี้มาอย่างยาวนาน ความหลากหลายของผลิตภัณฑ์ภายใต้แบรนด์ Toyota เป็นจุดแข็งที่ไม่มีใครปฏิเสธได้ ตั้งแต่รถยนต์นั่งส่วนบุคคล รถกระบะเชิงพาณิชย์ ไปจนถึงรถยนต์อเนกประสงค์หลากหลายรูปแบบ และในปีนี้ Toyota Yaris Cross ได้กลายเป็นดาวเด่นที่ครองใจผู้เข้าชมงาน ด้วยยอดจองที่พุ่งทะยานอย่างต่อเนื่อง รถครอสโอเวอร์ขนาดกะทัดรัดรุ่นนี้ โดดเด่นด้วยดีไซน์ที่ทันสมัย ผสมผสานความคล่องตัวของการขับขี่ในเมืองเข้ากับสมรรถนะที่พร้อมสำหรับการเดินทางไกล ด้วยขุมพลังที่หลากหลาย ทั้งเครื่องยนต์สันดาปและทางเลือกเครื่องยนต์ไฮบริดที่มอบอัตราการประหยัดน้ำมันที่เป็นเลิศ Toyota Yaris Cross ไม่เพียงตอบโจทย์ความต้องการของกลุ่มลูกค้าที่มองหารถยนต์อเนกประสงค์ในชีวิตประจำวัน แต่ยังมาพร้อมราคาที่เข้าถึงได้และแพ็กเกจโปรโมชันที่น่าสนใจ ทำให้เป็นตัวเลือกอันดับต้นๆ สำหรับผู้ที่กำลังมองหารถยนต์ใหม่ นอกจากนี้ การเปิดตัวรุ่นตกแต่งพิเศษ Nightshade ยังช่วยเพิ่มความน่าสนใจและสร้างสีสันให้กับตลาด โดยยังคงรักษามาตรฐานด้านคุณภาพและบริการหลังการขายที่เป็นเลิศของ Toyota ไว้ได้อย่างครบถ้วน การมุ่งเน้นนวัตกรรมและการสร้างความคุ้มค่าในทุกมิติยังคงเป็นหัวใจสำคัญที่ทำให้ Toyota ผงาดในตลาดได้อย่างต่อเนื่อง.
อันดับ 2: BYD ยอดจอง 2,537 คัน
รถยนต์ที่มาแรง: BYD Atto 3
ปรากฏการณ์ของ BYD ในตลาดรถยนต์ไทยยังคงเป็นที่จับตามองอย่างใกล้ชิด แม้ว่าทางค่าย BYD ยังไม่ได้แจ้งยอดจองโดยตรง ณ ตอนนี้ และผู้จัดงานได้ทำการประเมินจากยอดผู้ลงทะเบียนตามสัดส่วน แต่ตัวเลข 2,537 คัน ก็ตอกย้ำถึงความแรงและอิทธิพลที่แบรนด์รถยนต์ไฟฟ้าจากจีนรายนี้มีต่อผู้บริโภคในปัจจุบัน BYD Atto 3 ได้กลายเป็นไอคอนของรถยนต์ไฟฟ้าครอสโอเวอร์ในประเทศไทย ด้วยการนำเสนอเทคโนโลยีแบตเตอรี่ Blade Battery ที่ขึ้นชื่อเรื่องความปลอดภัยและประสิทธิภาพ การออกแบบภายในที่ล้ำสมัยและตอบโจทย์การใช้งานจริง รวมถึงระยะทางวิ่งต่อการชาร์จที่น่าประทับใจ ทำให้ Atto 3 เป็นตัวเลือกที่น่าสนใจอย่างยิ่งสำหรับผู้ที่ต้องการก้าวเข้าสู่โลกของรถยนต์ไฟฟ้า ด้วยราคาที่สามารถแข่งขันได้ก่อนที่มาตรการ EV 3.5 จะเริ่มมีผลในปีหน้า ทำให้ผู้บริโภคหลายรายตัดสินใจคว้าโอกาสนี้ไว้ การที่ BYD สามารถทำยอดจองได้สูงขนาดนี้ แสดงให้เห็นถึงความสำเร็จในการสร้างความเชื่อมั่นในแบรนด์รถยนต์ไฟฟ้าสัญชาติจีน และการนำเสนอผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์ความต้องการด้านความยั่งยืนและเทคโนโลยีของผู้บริโภคยุคใหม่ได้อย่างลงตัว.
อันดับ 3: Honda ยอดจอง 2,314 คัน
รถยนต์ที่มาแรง: Honda HR-V e:HEV
Honda ยังคงเป็นอีกหนึ่งแบรนด์ญี่ปุ่นที่ได้รับความนิยมอย่างต่อเนื่องในตลาดไทย ด้วยยอดจอง 2,314 คัน ที่สะท้อนถึงความไว้วางใจในคุณภาพและเทคโนโลยีของแบรนด์ รถยนต์ไฮบริดหลากหลายรุ่นที่นำมาจัดแสดงในบูธของ Honda ได้รับความสนใจอย่างมาก แต่ดาวเด่นที่แท้จริงคือ Honda HR-V e:HEV ครอสโอเวอร์ยอดนิยมที่พิสูจน์ตัวเองมาแล้วในตลาด ด้วยดีไซน์สปอร์ตโฉบเฉี่ยว ภายในห้องโดยสารที่กว้างขวางและออพชันที่ครบครัน ทำให้ HR-V e:HEV ยังคงเป็นตัวเลือกอันดับต้นๆ สำหรับผู้ที่มองหารถยนต์อเนกประสงค์ที่ประหยัดน้ำมันและขับขี่สนุกสนาน เทคโนโลยี e:HEV ของ Honda มอบประสบการณ์การขับขี่ที่เงียบสงบและราบรื่น พร้อมอัตราสิ้นเปลืองน้ำมันเชื้อเพลิงที่เป็นเลิศ ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญในการตัดสินใจของผู้บริโภคยุคปัจจุบัน แม้จะทำตลาดมาสักระยะหนึ่งแล้ว แต่การปรับปรุงอย่างต่อเนื่องและการเพิ่มรุ่นย่อยใหม่ “Hunt” ที่จัดแสดงเป็นครั้งแรกในงานนี้ ก็ช่วยเสริมความสดใหม่และกระตุ้นยอดขายได้อย่างมีประสิทธิภาพ แสดงให้เห็นถึงความสามารถของ Honda ในการรักษาสมดุลระหว่างนวัตกรรมและความต้องการของตลาดได้อย่างยอดเยี่ยม.
อันดับ 4: Omoda & Jaecoo ยอดจอง 1,940 คัน
รถยนต์ที่มาแรง: Jaecoo 5 EV
Omoda และ Jaecoo คือสองแบรนด์จากจีนที่กำลังมาแรงและสร้างความตื่นตาตื่นใจให้กับวงการยานยนต์ไทยในปีที่ผ่านมา ด้วยยอดจองรวมกันถึง 1,940 คัน แสดงให้เห็นถึงศักยภาพในการช่วงชิงส่วนแบ่งตลาดได้อย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับ Jaecoo 5 EV ที่ได้รับความสนใจอย่างโดดเด่น รถครอสโอเวอร์พลังงานไฟฟ้าคันนี้มาพร้อมดีไซน์ที่โฉบเฉี่ยวล้ำสมัย และขีดความสามารถในการขับขี่ที่น่าประทับใจ ตอบโจทย์กลุ่มลูกค้าที่มองหารถยนต์ไฟฟ้าที่แตกต่างและมีสไตล์ ด้วยราคาที่น่าสนใจอย่างมากและกระแสตอบรับที่ดีเยี่ยมตั้งแต่ช่วงปลายปีที่ผ่านมา ทำให้ Jaecoo 5 EV เป็นหนึ่งในรถยนต์ที่ถูกจับตามองมากที่สุดในงาน Motor Expo 2025 การที่ราคาอาจมีการปรับขึ้นในปีหน้าตามนโยบาย EV 3.5 ก็เป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่กระตุ้นให้ผู้บริโภคเร่งตัดสินใจจองภายในงาน เพื่อให้ได้ราคาพิเศษที่สุด แสดงให้เห็นถึงความฉลาดในการนำเสนอผลิตภัณฑ์และกลยุทธ์ทางการตลาดที่เข้าถึงใจผู้บริโภคของแบรนด์น้องใหม่จากจีนคู่นี้.
อันดับ 5: GAC Aion ยอดจอง 1,819 คัน
รถยนต์ที่มาแรง: Aion UT
GAC Aion เป็นอีกหนึ่งแบรนด์รถยนต์จากประเทศจีนที่เข้ามาทำตลาดในประเทศไทยอย่างต่อเนื่องและนำเสนอผลิตภัณฑ์ที่น่าสนใจมาโดยตลอด ด้วยยอดจอง 1,819 คัน ในงาน Motor Expo 2025 แสดงให้เห็นถึงความแข็งแกร่งและฐานลูกค้าที่เติบโตขึ้นอย่างชัดเจน ดาวเด่นของบูธ Aion ในปีนี้คือ Aion UT รถยนต์แฮทช์แบ็กพลังงานไฟฟ้าที่มีรูปทรงอันเป็นเอกลักษณ์และดีไซน์ที่โดดเด่นสะดุดตา การนำเสนอราคาพิเศษและโปรโมชันที่น่าสนใจภายในงานเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ Aion UT ได้รับความนิยมอย่างล้นหลาม จนกระทั่งบางรุ่นย่อยเริ่มหายาก แสดงให้เห็นถึงความต้องการที่สูงเกินคาด การที่ผู้บริโภคหันมาให้ความสนใจรถยนต์ไฟฟ้าในรูปแบบแฮทช์แบ็กมากขึ้น ก็เป็นสัญญาณบ่งบอกถึงความหลากหลายของความต้องการในตลาด EV และ Aion UT ก็สามารถตอบโจทย์ในมิติด้านสไตล์ ความคุ้มค่า และเทคโนโลยีได้เป็นอย่างดี.
อันดับ 6: MG ยอดจอง 1,804 คัน
รถยนต์ที่มาแรง: MG S5 EV
MG ถือเป็นผู้บุกเบิกรถยนต์แบรนด์จีนในตลาดไทยและยังคงนำเสนอทางเลือกที่หลากหลายและน่าสนใจอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มรถยนต์ไฟฟ้า ด้วยยอดจอง 1,804 คัน MG ได้พิสูจน์ให้เห็นถึงความสามารถในการรักษาตำแหน่งในใจผู้บริโภค ดาวเด่นในงานปีนี้คือ MG S5 EV ครอสโอเวอร์พลังงานไฟฟ้าที่มาพร้อมรุ่นย่อยมากมายและราคาที่เข้าถึงง่าย ก่อนที่มาตรการ EV 3.0 จะสิ้นสุดลง จุดเด่นของ MG S5 EV คือการนำเสนอความคุ้มค่าในฐานะรถครอสโอเวอร์ไฟฟ้าที่มีราคาเริ่มต้นใกล้เคียงกับรถแฮทช์แบ็กไฟฟ้าบางรุ่น ทำให้ผู้ที่กำลังมองหารถยนต์สไตล์ครอสโอเวอร์ได้รับประโยชน์จากพื้นที่ใช้สอยที่มากกว่าและความอเนกประสงค์ที่ดีกว่าในงบประมาณที่ใกล้เคียงกัน กลยุทธ์การตั้งราคาที่แข่งขันได้และโปรโมชันพิเศษภายในงานเป็นส่วนสำคัญที่ช่วยกระตุ้นยอดจอง แสดงให้เห็นถึงความเข้าใจในตลาดและกลุ่มเป้าหมายของ MG ได้เป็นอย่างดี.
อันดับ 7: Geely ยอดจอง 1,667 คัน
รถยนต์ที่มาแรง: Geely EX2
Geely ฉลองครบรอบ 1 ปีของการทำตลาดในประเทศไทยอย่างสวยงามในงาน Motor Expo 2025 ด้วยยอดจองที่น่าประทับใจถึง 1,667 คัน ซึ่งเป็นการเติบโตที่ชัดเจนและสะท้อนถึงความมุ่งมั่นของแบรนด์ในการเข้ามาช่วงชิงส่วนแบ่งตลาดในภูมิภาคนี้ รถยนต์ไฟฟ้าที่เปิดตัวครั้งแรกในงานและได้รับความสนใจอย่างล้นหลามคือ Geely EX2 แฮทช์แบ็กพลังงานไฟฟ้ารุ่นใหม่ที่มาพร้อมออพชันที่ครบครันและตอบโจทย์การใช้งานในชีวิตประจำวัน ด้วยราคาพิเศษที่ต่ำกว่าคู่แข่งในระดับเดียวกัน ทำให้ Geely EX2 กลายเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจอย่างยิ่งสำหรับผู้ที่กำลังมองหารถยนต์ไฟฟ้าขนาดกะทัดรัดที่คุ้มค่า การที่ Geely สามารถทำยอดจองได้สูงขนาดนี้ในการทำตลาดเพียงหนึ่งปี ถือเป็นสัญญาณที่ดีว่าแบรนด์นี้มีศักยภาพที่จะเติบโตและสร้างความท้าทายให้กับคู่แข่งในอนาคตได้อย่างแน่นอน.
อันดับ 8: GWM ยอดจอง 1,594 คัน
รถยนต์ที่มาแรง: GWM Tank 300 Diesel
GWM หรือ Great Wall Motor เป็นอีกหนึ่งค่ายรถยนต์จากจีนที่เข้ามาทำตลาดในไทยอย่างจริงจังและประสบความสำเร็จในการนำเสนอผลิตภัณฑ์ที่หลากหลายภายใต้แบรนด์ย่อยต่างๆ ด้วยยอดจอง 1,594 คัน GWM ได้แสดงให้เห็นถึงความแข็งแกร่งในตลาดที่มีการแข่งขันสูง แม้จะมีรถยนต์จัดแสดงมากมาย แต่ดาวเด่นที่ได้รับความนิยมคือ GWM Tank 300 Diesel รถยนต์เอสยูวีสไตล์สมบุกสมบันที่ครองใจผู้ที่ชื่นชอบการผจญภัยและการขับขี่ออฟโรด ด้วยดีไซน์ที่แข็งแกร่งและสมรรถนะที่ยอดเยี่ยม ทำให้ Tank 300 Diesel ยังคงได้รับความสนใจอย่างต่อเนื่อง แม้จะเปิดตัวมาสักระยะหนึ่งแล้วก็ตาม การนำเสนอราคาที่น่าสนใจและชุดตกแต่งพิเศษจำนวนจำกัด “Desert Storm” ช่วยเพิ่มมูลค่าและความพิเศษให้กับรุ่นนี้ ทำให้ผู้บริโภคที่มองหารถยนต์เอสยูวีที่โดดเด่นและมีเอกลักษณ์ไม่ลังเลที่จะตัดสินใจจอง GWM Tank 300 Diesel จึงเป็นบทพิสูจน์ว่าตลาดรถยนต์ออฟโรดยังคงมีฐานลูกค้าที่เหนียวแน่นและพร้อมตอบรับผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์ความต้องการเฉพาะกลุ่ม.
อันดับ 9: Deepal ยอดจอง 1,476 คัน
รถยนต์ที่มาแรง: Deepal S05
Deepal แบรนด์รถยนต์ไฟฟ้าภายใต้ Changan ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้ผลิตรถยนต์รายใหญ่ของจีน ยังคงได้รับความนิยมอย่างต่อเนื่องจากผู้ที่สนใจรถยนต์ไฟฟ้าในประเทศไทย ด้วยยอดจอง 1,476 คัน Deepal S05 คือรถยนต์ไฟฟ้าสไตล์ครอสโอเวอร์ที่ได้รับความสนใจเป็นพิเศษ ด้วยดีไซน์ที่ล้ำสมัยและมีทางเลือกหลากหลายรุ่นย่อย ตอบโจทย์ความต้องการที่แตกต่างกันของผู้บริโภค การเปิดตัวรุ่นย่อย Long Range ที่สามารถวิ่งได้ไกลกว่ารุ่นอื่นๆ ถือเป็นการตอบสนองต่อความกังวลเรื่องระยะทางวิ่งของรถยนต์ไฟฟ้าได้อย่างชาญฉลาด ทำให้ Deepal S05 มีทางเลือกครบครันถึง 4 รุ่นย่อย ด้วยราคาที่เหมาะสมและฟังก์ชันการใช้งานที่ครบครัน Deepal S05 จึงเป็นอีกหนึ่งตัวเลือกที่น่าสนใจในตลาดรถยนต์ไฟฟ้าที่กำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว สะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของ Changan ในการนำเสนอเทคโนโลยี EV ที่ก้าวล้ำและเข้าถึงได้ให้กับผู้บริโภคไทย.
อันดับ 10: Mitsubishi ยอดจอง 1,302 คัน
รถยนต์ที่มาแรง: Mitsubishi Xforce HEV
Mitsubishi แบรนด์ญี่ปุ่นที่มีประวัติอันยาวนานในตลาดไทย ยังคงได้รับความสนใจจากผู้บริโภคอย่างต่อเนื่อง ด้วยยอดจอง 1,302 คัน ในงาน Motor Expo 2025 โดยมี Mitsubishi Xforce HEV เป็นดาวเด่นที่น่าจับตามอง รถครอสโอเวอร์ขุมพลังไฮบริดรุ่นนี้มาพร้อมดีไซน์ที่บึกบึนแข็งแกร่ง โดดเด่นด้วยโหมดการขับขี่ที่หลากหลาย ซึ่งตอบโจทย์ทั้งการขับขี่ในเมืองและเส้นทางที่ท้าทาย การผสมผสานระหว่างสมรรถนะที่ไว้ใจได้และความประหยัดน้ำมันของระบบไฮบริด ทำให้ Xforce HEV เป็นตัวเลือกที่น่าสนใจสำหรับผู้ที่มองหารถยนต์อเนกประสงค์ที่ครบครันในทุกมิติ นอกจากนี้ โปรโมชันที่น่าสนใจภายในงานยังเป็นอีกปัจจัยที่ช่วยกระตุ้นยอดขาย ทำให้ Xforce HEV ยังคงได้รับความสนใจอย่างต่อเนื่องในบูธของ Mitsubishi สะท้อนให้เห็นถึงความพยายามของแบรนด์ในการปรับตัวและนำเสนอผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์ความต้องการของตลาดที่เปลี่ยนไปได้อย่างมีประสิทธิภาพ.
สรุปและแนวโน้ม: ครึ่งทาง Motor Expo 2025 ชี้ชัดอนาคตยานยนต์ไทย
ภาพรวมของยอดจองในช่วงครึ่งทางของงาน Motor Expo 2025 บ่งชี้อย่างชัดเจนว่าตลาดรถยนต์ไทยยังคงมีศักยภาพการเติบโตสูง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มรถยนต์ไฟฟ้าและรถยนต์ไฮบริดที่ได้รับความสนใจอย่างล้นหลาม การเข้ามาของผู้เล่นใหม่จากประเทศจีนได้สร้างภูมิทัศน์การแข่งขันที่ดุเดือด นำมาซึ่งนวัตกรรมและราคาที่น่าดึงดูดใจ ทำให้ผู้บริโภคมีทางเลือกที่หลากหลายและคุ้มค่ามากยิ่งขึ้น ขณะที่แบรนด์ญี่ปุ่นยังคงรักษาฐานลูกค้าด้วยคุณภาพและความน่าเชื่อถือที่สั่งสมมาอย่างยาวนาน
งานมหกรรมยานยนต์ ครั้งที่ 42 ยังคงจัดแสดงไปจนถึงวันที่ 10 ธันวาคมนี้ ผู้ที่สนใจยังมีโอกาสได้สัมผัสกับนวัตกรรมยานยนต์จากหลากหลายค่าย รวมถึงการคว้าข้อเสนอพิเศษและโปรโมชันสุดคุ้มค่าที่แต่ละแบรนด์จัดเต็มมาให้ นอกจากนี้ การจองรถภายในงานยังได้รับสิทธิ์เข้าร่วมโครงการ “ซื้อรถ ชิงรถ” โดยรางวัลใหญ่สำหรับปีนี้คือ Avatr 11 มูลค่า 2,099,000 บาท ซึ่งเป็นอีกหนึ่งแรงจูงใจที่สำคัญสำหรับผู้ตัดสินใจซื้อรถยนต์ใหม่
การแข่งขันที่เข้มข้นในตลาดรถยนต์ไฟฟ้าและรถยนต์ประหยัดพลังงานจะยังคงเป็นหัวใจสำคัญในการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมในปี 2026 และต่อ ๆ ไป ผู้บริโภคจะได้รับประโยชน์สูงสุดจากทางเลือกที่มากขึ้น เทคโนโลยีที่ก้าวหน้า และราคาที่แข่งขันได้ สำหรับค่ายรถยนต์แล้ว ความสามารถในการปรับตัว สร้างสรรค์นวัตกรรม และเข้าใจความต้องการของผู้บริโภคอย่างลึกซึ้ง จะเป็นกุญแจสำคัญสู่ความสำเร็จในอนาคตที่เต็มไปด้วยความท้าทายและโอกาสอันน่าตื่นเต้นนี้.

