เปิดตัวยนตรกรรมแห่งอนาคต: มิตซูบิชิ เอ็กซ์แพนเดอร์ HEV, เอ็กซ์แพนเดอร์ ครอส HEV และไทรทัน สตรีท 2026 – ก้าวล้ำนำเทรนด์ตลาดรถยนต์ปี 2025
ในฐานะผู้คร่ำหวอดในวงการยานยนต์มากว่าทศวรรษ ผมได้เห็นวิวัฒนาการและความเปลี่ยนแปลงของตลาดรถยนต์มาอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมานี้ เทรนด์ของรถยนต์ไฮบริด (Hybrid Electric Vehicle – HEV) และรถกระบะที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ได้กลายเป็นกระแสหลักที่ผู้บริโภคให้ความสนใจอย่างล้นหลาม และในปี 2025 นี้ มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย ได้เตรียมสร้างมาตรฐานใหม่ให้กับตลาด ด้วยการเปิดตัวไลน์อัพรุ่นปี 2026 ที่ไม่เพียงแต่จะมาพร้อมกับดีไซน์ที่โดดเด่น แต่ยังอัดแน่นไปด้วยนวัตกรรม เทคโนโลยีความปลอดภัย และประสิทธิภาพการขับขี่ที่เหนือกว่า ไม่ว่าจะเป็นรถอเนกประสงค์ 7 ที่นั่งอย่าง Mitsubishi Xpander HEV และ Xpander Cross HEV หรือรถกระบะสายสปอร์ตอย่าง Mitsubishi Triton Street ที่พร้อมพลิกโฉมประสบการณ์การเดินทางและการใช้งานจริงในทุกมิติ
Mitsubishi Xpander HEV และ Xpander Cross HEV 2026: ปฏิวัติประสบการณ์รถ MPV ไฮบริดสำหรับครอบครัวยุคใหม่
ในตลาดรถยนต์อเนกประสงค์ (MPV) ที่มีการแข่งขันสูงขึ้นเรื่อย ๆ การนำเสนอความแตกต่างและจุดเด่นที่แท้จริงคือหัวใจสำคัญ และนี่คือสิ่งที่ Mitsubishi Xpander HEV และ Xpander Cross HEV 2026 ทำได้อย่างยอดเยี่ยม ในปี 2025 ที่ผู้บริโภคกำลังมองหารถยนต์ที่ตอบโจทย์ทั้งความประหยัดน้ำมัน ความอเนกประสงค์ และความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม กลุ่มรถยนต์ MPV ไฮบริด จึงเข้ามาอยู่ในกระแสความสนใจ ผมมองว่านี่คือการเคลื่อนไหวเชิงกลยุทธ์ที่ชาญฉลาดจากมิตซูบิชิ ในการนำเสนอรถยนต์ที่ผสมผสานระหว่างเทคโนโลยีไฮบริดเข้ากับ DNA ของรถ MPV 7 ที่นั่ง ที่โดดเด่นอยู่แล้ว
ดีไซน์ภายนอก: ความเฉียบคมของ Dynamic Shield สู่ยุคใหม่
สิ่งที่สะดุดตาตั้งแต่แรกเห็นคือดีไซน์ภายนอกที่ได้รับการปรับปรุงให้มีความทันสมัยและดุดันยิ่งขึ้น กระจังหน้า Dynamic Shield สีดำ พร้อมกรอบตกแต่งไฟหน้ารมดำ เป็นการยกระดับรูปลักษณ์ให้ดูสปอร์ตและพรีเมียมกว่าเดิมอย่างเห็นได้ชัด ไฟตัดหมอก LED และไฟท้าย LED สี Smoke ไม่เพียงแต่เพิ่มความปลอดภัยในการขับขี่ แต่ยังช่วยเสริมความโฉบเฉี่ยวให้กับตัวรถ ล้ออัลลอยขนาด 17 นิ้ว ดีไซน์ใหม่ล่าสุด ก็เป็นอีกหนึ่งองค์ประกอบที่ช่วยเติมเต็มความสมบูรณ์แบบให้กับภาพลักษณ์โดยรวมของรถ ผมเชื่อว่าดีไซน์ที่ลงตัวนี้จะทำให้ Xpander HEV และ Xpander Cross HEV 2026 กลายเป็นจุดสนใจบนท้องถนน และตอบโจทย์ผู้ที่ต้องการรถ MPV ที่ไม่จำเจ แต่เปี่ยมด้วยสไตล์ที่โดดเด่น
หัวใจสำคัญ: ระบบขับเคลื่อน HEV เพื่อประสิทธิภาพสูงสุด
สิ่งที่เป็นไฮไลต์สำคัญและเป็นที่ตั้งตารอคอยของผู้บริโภคคือการมาของระบบขับเคลื่อนไฮบริด (HEV) ซึ่งถือเป็นการยกระดับ Xpander ไปอีกขั้น แม้จะยังไม่มีการเปิดเผยรายละเอียดทางเทคนิคทั้งหมด แต่โดยธรรมชาติของระบบ HEV ในรถ MPV นั้น จะช่วยให้ผู้ขับขี่สัมผัสได้ถึงอัตราการประหยัดน้ำมันเชื้อเพลิงที่ดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการขับขี่ในเมืองที่มีการจราจรหนาแน่น หรือในการเดินทางไกลที่ต้องใช้ความเร็วคงที่ การผสานการทำงานระหว่างเครื่องยนต์เบนซินและมอเตอร์ไฟฟ้า ทำให้รถมีอัตราเร่งที่ตอบสนองได้ทันใจ ลดการปล่อยมลพิษ และยังมอบการขับขี่ที่เงียบและนุ่มนวลกว่ารถยนต์เครื่องยนต์สันดาปภายในแบบดั้งเดิม นี่คือเทคโนโลยีที่ตอบโจทย์ทั้งด้านสิ่งแวดล้อมและลดภาระค่าใช้จ่ายระยะยาวให้กับผู้ใช้งานได้อย่างแท้จริง การลงทุนในรถ MPV ไฮบริดเช่นนี้ จึงเป็นการตัดสินใจที่คุ้มค่าสำหรับครอบครัวยุคใหม่
ห้องโดยสาร: ความสบายและความอเนกประสงค์ที่ไม่เคยลดทอน
ภายในห้องโดยสารของ Xpander HEV และ Xpander Cross HEV 2026 สะท้อนให้เห็นถึงความใส่ใจในรายละเอียดและฟังก์ชันการใช้งานอย่างแท้จริง ด้วยโทนสีใหม่ที่ให้ความรู้สึกพรีเมียมและทันสมัย โดย Xpander HEV มาพร้อมกับการตกแต่งภายในโทนสีดำ ในขณะที่ Xpander Cross HEV ใหม่ จะมีการตกแต่งโทนสีน้ำตาล-ดำ ซึ่งให้ความรู้สึกหรูหราและแตกต่าง เบาะนั่งสีใหม่พร้อมคุณสมบัติสะท้อนความร้อน (Heat Guard) เป็นอีกหนึ่งนวัตกรรมที่น่าสนใจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับสภาพอากาศร้อนอบอ้าวของประเทศไทย ช่วยเพิ่มความสบายให้กับผู้โดยสารทุกคนตลอดการเดินทาง
พื้นที่ห้องโดยสารขนาดใหญ่ 7 ที่นั่ง ยังคงเป็นจุดแข็งสำคัญของ Xpander ที่ได้รับการชื่นชมมาโดยตลอด และในรุ่นนี้ก็ยังคงรักษาความสามารถในการปรับพับเบาะได้หลากหลายรูปแบบ ทำให้สามารถรองรับได้ทั้งผู้โดยสารจำนวนมาก หรือการขนสัมภาระขนาดใหญ่ได้อย่างยืดหยุ่น นี่คือรถที่ออกแบบมาเพื่อชีวิตครอบครัวอย่างแท้จริง ไม่ว่าจะใช้เดินทางในชีวิตประจำวัน พาเด็กๆ ไปโรงเรียน หรือออกทริปท่องเที่ยวต่างจังหวัดในวันหยุดยาว ทุกคนในครอบครัวจะได้รับความสะดวกสบายสูงสุด
เทคโนโลยีเพื่อการเชื่อมต่อและความบันเทิง
ในยุคดิจิทัล การเชื่อมต่อคือสิ่งจำเป็น และ Xpander HEV/Cross HEV 2026 ก็ไม่ทำให้ผิดหวัง ด้วยเครื่องเสียงหน้าจอสัมผัสขนาด 10 นิ้ว ที่รองรับ Apple CarPlay & Android Auto แบบไร้สาย ทำให้ผู้ขับขี่และผู้โดยสารสามารถเชื่อมต่อสมาร์ทโฟนเข้ากับระบบ Infotainment ได้อย่างราบรื่น ไม่ว่าจะเป็นการนำทาง ฟังเพลง หรือใช้แอปพลิเคชันต่างๆ ก็ทำได้อย่างสะดวกสบาย ช่วยเพิ่มอรรถรสในการเดินทาง และทำให้ทุกการขับขี่ไม่น่าเบื่ออีกต่อไป
ความปลอดภัย: Diamond Sense 360 องศาเพื่อทุกการเดินทาง
สิ่งที่ผมประทับใจเป็นพิเศษคือการอัพเกรดระบบความปลอดภัย Mitsubishi Xpander HEV และ Xpander Cross HEV 2026 ด้วยชุดเทคโนโลยี Diamond Sense ที่ครอบคลุม 360 องศา ระบบเหล่านี้ไม่ได้เป็นเพียงแค่คุณสมบัติเสริม แต่เป็นสิ่งจำเป็นสำหรับรถยนต์ครอบครัวในยุคปัจจุบัน
ระบบเตือนด้านหลังขณะถอยออกจากช่องจอด (Rear Cross Traffic Alert – RCTA): ช่วยแจ้งเตือนเมื่อมีรถคันอื่นกำลังเคลื่อนที่มาจากด้านข้างขณะถอยรถออกจากช่องจอด ซึ่งเป็นสถานการณ์ที่มักจะเกิดอุบัติเหตุได้ง่าย
ระบบสัญญาณเตือนจุดอับสายตา พร้อมระบบเตือนขณะเปลี่ยนเลน (Blind Spot Warning with Lane Change Assist – BSW with LCA): ช่วยให้การเปลี่ยนเลนปลอดภัยยิ่งขึ้น ลดความเสี่ยงในการชนกับรถที่อยู่ในจุดอับสายตา
ระบบเตือนการออกนอกเลน (Lane Departure Warning – LDW): ป้องกันการขับขี่ออกนอกเลนโดยไม่ได้ตั้งใจ ซึ่งอาจนำไปสู่อุบัติเหตุร้ายแรง
กล้องมองภาพรอบคัน (Multi Around Monitor): (มีในรุ่น XPANDER CROS HEV 2026) ช่วยให้ผู้ขับขี่มองเห็นสภาพแวดล้อมรอบตัวรถได้ครบ 360 องศา ทำให้การจอดรถในพื้นที่แคบหรือการหลบหลีกสิ่งกีดขวางเป็นเรื่องง่ายและปลอดภัยยิ่งขึ้น
นอกจากนี้ ยังมีการเพิ่มถุงลมนิรภัยเป็น 6 ตำแหน่ง ซึ่งเป็นการยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยเชิงรับให้เทียบเท่ารถยนต์ระดับพรีเมียม มิตซูบิชิแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการมอบความอุ่นใจสูงสุดให้กับผู้ขับขี่และผู้โดยสารทุกคน นี่คือปัจจัยสำคัญที่ทำให้ Mitsubishi Xpander HEV และ Xpander Cross HEV 2026 เป็นตัวเลือกที่น่าสนใจอย่างยิ่งสำหรับครอบครัวที่ให้ความสำคัญกับความปลอดภัยเป็นอันดับแรก
ราคาและข้อเสนอ: ความคุ้มค่าที่ไม่ควรมองข้าม
Mitsubishi XPANDER HEV 2026: ราคาจำหน่ายอยู่ที่ 939,000 บาท
- มีให้เลือก 3 สี: สีเงิน (Blade Silver), สีเทา (Graphite Grey), สีขาวหลังคาดำ (White Diamond with Black Roof) (ราคาเพิ่ม 15,000 บาท)
Mitsubishi XPANDER CROS HEV 2026: ราคาจำหน่าย 969,000 บาท - มีให้เลือก 4 สี: สีเทา (Graphite Grey), สีดำ (Jet Black Mica), สีขาวหลังคาดำ (White Diamond with Black Roof), สีเขียวหลังคาดำ (Green Bronze with Black Roof) (รุ่นหลังคาดำ ราคาเพิ่ม 15,000 บาท)
เมื่อพิจารณาจากเทคโนโลยีไฮบริดที่ได้รับ คุณสมบัติความปลอดภัย Diamond Sense ที่ครบครัน และความอเนกประสงค์ของรถ MPV 7 ที่นั่ง ผมมองว่าราคาของทั้งสองรุ่นนี้มีความน่าสนใจและแข่งขันได้ในตลาดปี 2025 โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเทียบกับคู่แข่งในกลุ่มรถยนต์ MPV ไฮบริด การลงทุนเริ่มต้นที่อาจจะสูงกว่ารุ่นเครื่องยนต์เบนซินเล็กน้อย แต่จะถูกชดเชยด้วยการประหยัดน้ำมันในระยะยาว ซึ่งถือเป็นจุดแข็งที่แท้จริงของรถยนต์ไฮบริด
Mitsubishi Triton Street 2026 (เมกะ แค็บ ตัวเตี้ย): นิยามใหม่ของรถกระบะสายสปอร์ตเพื่อคนเมือง
ไม่เพียงแต่กลุ่มรถ MPV เท่านั้นที่ได้รับการอัพเกรด มิตซูบิชิยังคงให้ความสำคัญกับตลาดรถกระบะซึ่งเป็นอีกหนึ่งฐานลูกค้าที่แข็งแกร่ง และในปี 2026 นี้ Mitsubishi Triton Street (เมกะ แค็บ ตัวเตี้ย) ก็พร้อมที่จะเข้ามาสร้างสีสันและตอบโจทย์กลุ่มผู้ใช้งานที่มองหารถกระบะที่ไม่ได้เป็นเพียงแค่รถเพื่อการบรรทุก แต่ยังเป็นรถที่สะท้อนถึงไลฟ์สไตล์ที่โดดเด่นและมีเอกลักษณ์
ดีไซน์ที่ดุดันและสปอร์ต
Triton Street 2026 มาพร้อมกับการตกแต่งกระจังหน้าดีไซน์สปอร์ต และล้ออัลลอยขนาด 17 นิ้ว ที่ทำให้รถมีรูปลักษณ์ที่ดูทันสมัยและพร้อมลุยกว่าเดิม การเป็น “ตัวเตี้ย” หรือ “Mega Cab Low Rider” ทำให้รถมีจุดศูนย์ถ่วงต่ำลง ซึ่งไม่เพียงแต่ส่งผลต่อความสวยงามแบบรถกระบะแต่งซิ่ง แต่ยังอาจส่งผลต่อการทรงตัวที่ดีขึ้นในการขับขี่ด้วยความเร็ว ผมเชื่อว่าดีไซน์ที่เน้นความสปอร์ตและดุดันนี้จะโดนใจกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่ต้องการรถกระบะที่ใช้งานได้จริง ควบคู่ไปกับการเป็นยานพาหนะที่บ่งบอกตัวตนได้เป็นอย่างดี
โครงสร้างแข็งแกร่ง พร้อมเครื่องยนต์ที่เชื่อถือได้
ภายใต้รูปลักษณ์ที่โดดเด่น Triton Street 2026 ยังคงยึดมั่นในหลักการของความแข็งแกร่งและความทนทาน ด้วยแชสซีส์ MEGA FRAME ขนาดใหญ่ ที่ขึ้นชื่อเรื่องความแข็งแรงทนทาน แต่น้ำหนักเบา ซึ่งเป็นคุณสมบัติสำคัญที่ทำให้รถกระบะของมิตซูบิชิเป็นที่ไว้วางใจมาโดยตลอด
ขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์ดีเซลประหยัดน้ำมัน ให้กำลังสูงสุด 150 แรงม้า และแรงบิดสูงสุด 330 นิวตันเมตร ซึ่งเป็นพละกำลังที่เพียงพอต่อการใช้งานในชีวิตประจำวัน ไม่ว่าจะเป็นการขับขี่ในเมืองที่ต้องการความคล่องตัว หรือการเดินทางไกลที่ต้องการเร่งแซงได้อย่างมั่นใจ เครื่องยนต์ดีเซลของมิตซูบิชิยังเป็นที่รู้จักกันดีในเรื่องความทนทานและการบำรุงรักษาที่ไม่ยุ่งยาก ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญสำหรับผู้ประกอบการหรือผู้ที่ใช้งานรถกระบะเป็นประจำ ผมมองว่านี่คือการผสมผสานที่ลงตัวระหว่างพละกำลัง ความประหยัด และความทนทาน ซึ่งเป็นคุณสมบัติที่รถกระบะควรมี
ภายในที่ใช้งานง่าย พร้อมเทคโนโลยีที่จำเป็น
ภายในห้องโดยสารตกแต่งโทนดำที่ดูเท่และสะอาดตา ทำให้รู้สึกโปร่งสบายและใช้งานง่าย หน้าจออินโฟเทนเมนต์ขนาด 10 นิ้ว รองรับ Apple CarPlay & Android Auto ซึ่งเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้สำหรับรถยนต์ยุคปัจจุบัน ทำให้ผู้ขับขี่สามารถเชื่อมต่อกับโลกดิจิทัลได้อย่างราบรื่น ไม่ว่าจะเป็นการใช้ระบบนำทาง เล่นเพลง หรือโทรออกรับสาย ก็ทำได้อย่างสะดวกและปลอดภัย นี่คือการยกระดับประสบการณ์การขับขี่ให้ทันสมัยและตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของคนยุคใหม่
ยกระดับความปลอดภัยเพื่อทุกสภาพถนน
สิ่งที่น่าชื่นชมคือการยกระดับความปลอดภัยของ Mitsubishi Triton Street 2026 ด้วยระบบเตือนการชนด้านหน้าตรงพร้อมระบบช่วยชะลอความเร็ว (Forward Collision Mitigation System – FCM) และระบบตรวจจับคนเดินถนน (Pedestrian Detection) ซึ่งเป็นเทคโนโลยีความปลอดภัยเชิงรุกที่สำคัญอย่างยิ่ง ระบบ FCM นี้ได้รับการเพิ่มเข้ามาในไลน์อัพ มิตซูบิชิ ไทรทัน ทุกรุ่น ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของมิตซูบิชิในการมอบความปลอดภัยสูงสุดให้กับผู้ใช้งานและเพื่อนร่วมถนน
ระบบเหล่านี้ช่วยเพิ่มความมั่นใจในการขับขี่ในทุกสภาพถนน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเมืองที่มีการจราจรหนาแน่นและมีคนเดินเท้าจำนวนมาก ช่วยลดความเสี่ยงของการเกิดอุบัติเหตุ และปกป้องทั้งผู้โดยสารในรถและผู้ที่อยู่ภายนอก ผมมองว่าการนำเสนอเทคโนโลยีความปลอดภัยขั้นสูงเช่นนี้ในรถกระบะตอนเดียว ถือเป็นการสร้างมาตรฐานใหม่ให้กับรถกระบะในเซกเมนต์นี้ และเป็นจุดแข็งที่ทำให้ Triton Street 2026 โดดเด่นกว่าคู่แข่ง
ราคาและตำแหน่งทางการตลาด
Mitsubishi Triton Street 2026: ราคาจำหน่ายอยู่ที่ 649,000 บาท
- มีให้เลือก 3 สี: สีขาว (Solid White), สีเงิน (Blade Silver), สีเทา (Graphite Grey) (สีเงิน และสีเทา ราคาเพิ่ม 7,000 บาท)
ด้วยราคาเริ่มต้นที่เข้าถึงได้ และคุณสมบัติที่อัดแน่นทั้งดีไซน์ เครื่องยนต์ และระบบความปลอดภัย ผมเชื่อว่า Mitsubishi Triton Street 2026 จะเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจอย่างยิ่งสำหรับกลุ่มผู้ประกอบการขนาดเล็ก กลุ่มคนรุ่นใหม่ที่ต้องการรถกระบะที่มีสไตล์ไม่เหมือนใคร หรือผู้ที่มองหารถกระบะที่สามารถใช้งานได้หลากหลาย ทั้งในวันทำงานและวันพักผ่อน ด้วยราคาที่คุ้มค่าเมื่อเทียบกับสิ่งที่ได้รับ ทำให้ Triton Street 2026 เป็นอีกหนึ่งโมเดลที่จะเข้ามาเขย่าตลาดรถกระบะอย่างแน่นอน
สรุปและก้าวต่อไปของมิตซูบิชิในปี 2025
การเปิดตัว Mitsubishi Xpander HEV, Xpander Cross HEV 2026 และ Triton Street 2026 ในช่วงปลายปี 2025 นี้ ถือเป็นการส่งสัญญาณที่ชัดเจนจากมิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย ถึงความพร้อมในการตอบสนองความต้องการของตลาดที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว ด้วยกลยุทธ์ที่เน้นทั้งเทคโนโลยีไฮบริดเพื่ออนาคตที่ยั่งยืน ความปลอดภัยที่เหนือระดับ และดีไซน์ที่โดดเด่นตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ที่หลากหลาย
สำหรับ Xpander HEV และ Xpander Cross HEV 2026 คือการเดิมพันครั้งสำคัญในตลาดรถยนต์ MPV ไฮบริด ซึ่งเป็นการก้าวเข้าสู่ยุคใหม่ของรถยนต์ครอบครัวที่ประหยัดพลังงาน เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม และอัดแน่นด้วยเทคโนโลยีเพื่อความปลอดภัยและความสะดวกสบาย ส่วน Triton Street 2026 เป็นการตอกย้ำภาพลักษณ์ของรถกระบะที่ไม่ได้เป็นเพียงเครื่องมือทำมาหากิน แต่ยังสามารถเป็นส่วนหนึ่งของไลฟ์สไตล์ที่ทันสมัยและมีสีสันได้อีกด้วย
ในฐานะผู้เชี่ยวชาญ ผมมองว่ามิตซูบิชิกำลังวางรากฐานที่แข็งแกร่งสำหรับอนาคต ด้วยการนำเสนอผลิตภัณฑ์ที่ตรงกับความต้องการของตลาดในปัจจุบันและแนวโน้มในอนาคต ความมุ่งมั่นในการพัฒนาระบบความปลอดภัยขั้นสูงและเทคโนโลยี HEV แสดงให้เห็นถึงวิสัยทัศน์ที่กว้างไกลและเข้าใจถึงความคาดหวังของผู้บริโภคได้อย่างแท้จริง ยนตรกรรมทั้งสามรุ่นนี้ไม่เพียงแต่จะเป็นผลิตภัณฑ์เรือธงในปี 2026 เท่านั้น แต่ยังเป็นสัญลักษณ์ของการเปลี่ยนแปลงและวิวัฒนาการของแบรนด์มิตซูบิชิในประเทศไทย
สัมผัสประสบการณ์แห่งอนาคตก่อนใคร และรับข้อเสนอสุดพิเศษ!
อย่าพลาดโอกาสที่จะเป็นหนึ่งในกลุ่มคนแรกๆ ที่จะได้สัมผัสกับนวัตกรรมยานยนต์แห่งปี! ขอเชิญทุกท่านร่วมสัมผัสยนตรกรรมทั้งสองโมเดลใหม่ล่าสุด Mitsubishi Xpander HEV, Xpander Cross HEV 2026 และ Triton Street 2026 รวมถึงรุ่นอื่นๆ อีกมากมาย พร้อมรับข้อเสนอพิเศษสุดคุ้มค่าที่ไม่ควรพลาด! ได้ที่บูธมิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย (A17) ในงานมหกรรมยานยนต์ครั้งที่ 42 หรือ Thailand International Motor Expo 2025 ระหว่างวันที่ 29 พฤศจิกายน – 10 ธันวาคม 2568 ณ อิมแพค ชาเลนเจอร์ ฮอลล์ 1-3 เมืองทองธานี มาพิสูจน์ด้วยตัวคุณเองว่าทำไมรถยนต์มิตซูบิชิรุ่นใหม่เหล่านี้ ถึงคู่ควรกับการเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตของคุณ และร่วมเป็นเจ้าของประสบการณ์การขับขี่ที่เหนือกว่ากับรถยนต์ที่เข้าใจทุกความต้องการของคุณอย่างแท้จริง!

