McLaren W1: ทายาทอัครซูเปอร์คาร์ผู้สืบตำนานบทใหม่แห่งความเร็วและวิศวกรรมขั้นสูงสุดในปี 2025
ในโลกแห่งยานยนต์สมรรถนะสูงที่ก้าวไปข้างหน้าอย่างไม่หยุดยั้ง ปี 2025 ได้ต้อนรับการมาถึงของบทสรุปแห่งวิศวกรรมอันล้ำเลิศ และปรัชญาแห่งความเร็วที่ถูกกลั่นกรองมาอย่างยาวนาน นั่นคือ McLaren W1 ซูเปอร์คาร์ที่ไม่ได้เป็นเพียงแค่พาหนะ แต่คือสัญลักษณ์แห่งนวัตกรรม ความประณีต และสมรรถนะที่ไร้ขีดจำกัด W1 ไม่เพียงสานต่อมรดกอันยิ่งใหญ่จาก F1 และ P1 แต่ยังได้ยกระดับมาตรฐานของ “ไฮเปอร์คาร์” ไปอีกขั้น ด้วยการครองสถิติรถยนต์ถนนที่ทรงพลังที่สุดเท่าที่ McLaren เคยสร้างมา พร้อมจำนวนการผลิตที่จำกัดเพียง 399 คันทั่วโลก ซึ่งสะท้อนถึงความพิเศษและสถานะของนักสะสมในทันทีที่ถูกเปิดตัว
ในฐานะผู้เชี่ยวชาญในวงการยานยนต์มายาวนานกว่าทศวรรษ ผมขอยืนยันว่า McLaren W1 ไม่ใช่แค่รถยนต์ แต่มันคืองานศิลปะแห่งความเร็วที่ขับเคลื่อนได้ เป็นเครื่องจักรที่ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อท้าทายขีดจำกัดของฟิสิกส์และมอบประสบการณ์การขับขี่ที่ไม่เหมือนใครในทุกรายละเอียด ตั้งแต่โครงสร้างตัวถังที่ปฏิวัติวงการ ไปจนถึงขุมพลังไฮบริดที่เร้าใจและห้องโดยสารที่ถูกออกแบบมาเพื่อเชื่อมโยงผู้ขับขี่กับรถยนต์ให้เป็นหนึ่งเดียว
การออกแบบที่ทลายทุกข้อจำกัด: สุนทรียภาพแห่งหลักอากาศพลศาสตร์
สิ่งที่โดดเด่นและเป็นเอกลักษณ์ของ McLaren W1 ทันทีที่แรกเห็น คือปรัชญาการออกแบบที่ผสมผสานความงามเข้ากับหลักอากาศพลศาสตร์ได้อย่างไร้ที่ติ ทุกเส้นสาย ทุกส่วนโค้งเว้า ไม่ได้ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อความสวยงามเพียงอย่างเดียว แต่ล้วนมีฟังก์ชันการทำงานที่สำคัญต่อสมรรถนะ ตัวถังของ W1 ได้รับการพัฒนาขึ้นจากเทคโนโลยีสุดล้ำสมัยที่เรียกว่า “Aerocell” ซึ่งเป็นวิวัฒนาการล่าสุดของโครงสร้างแบบคาร์บอนไฟเบอร์โมโนค็อก (carbon fibre monocoque) ที่ McLaren เชี่ยวชาญ โครงสร้างนี้ไม่เพียงแต่ให้ความแข็งแกร่งสูงสุดและน้ำหนักเบาอย่างน่าทึ่ง แต่ยังเป็นหัวใจสำคัญที่เอื้อให้เกิดการจัดวางองค์ประกอบต่างๆ อย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน
หนึ่งในการตัดสินใจที่กล้าหาญและชาญฉลาดที่สุดคือการเลือกใช้เบาะนั่งแบบตายตัว (Fixed Seats) ซึ่งถูกผนวกเข้าเป็นส่วนหนึ่งของโครงสร้าง Aerocell โดยตรง แนวคิดนี้มาจากปรัชญาของรถแข่งฟอร์มูล่าวัน ที่ต้องการให้ผู้ขับขี่เป็นหนึ่งเดียวกับตัวรถมากที่สุด การปรับเปลี่ยนตำแหน่งผู้ขับขี่จึงไม่ได้อยู่ที่เบาะ แต่ไปอยู่ที่พวงมาลัยและชุดแป้นเหยียบที่สามารถปรับให้เข้ากับสรีระของผู้ขับขี่แต่ละคนได้อย่างละเอียด ซึ่งข้อดีของการออกแบบเช่นนี้คือการลดน้ำหนักที่เกินความจำเป็นได้อย่างมหาศาล เพิ่มความแข็งแกร่งของแชสซี และที่สำคัญที่สุดคือการสร้าง “จุดศูนย์ถ่วง” ที่เหมาะสมที่สุดและไม่เปลี่ยนแปลง ไม่ว่าผู้ขับขี่จะมีรูปร่างอย่างไรก็ตาม สิ่งนี้ส่งผลโดยตรงต่อการควบคุมรถที่แม่นยำและการตอบสนองที่ฉับไวในทุกย่านความเร็ว
อีกหนึ่งนวัตกรรมการออกแบบที่ดึงดูดสายตาคือประตูแบบ “Anhedral Doors” หรือประตูที่เปิดแบบปีกนกในลักษณะพิเศษที่เบี่ยงลงมาด้านล่างเล็กน้อย ไม่ได้เป็นเพียงแค่ความสวยงามสะดุดตา แต่ยังทำหน้าที่เสมือนเป็นช่องรับลมขนาดใหญ่ที่ติดตั้งอยู่ด้านข้างตัวถัง ช่องรับลมเหล่านี้ถูกออกแบบมาอย่างพิถีพิถันเพื่อดูดซับกระแสลมที่ไหลผ่านด้านข้างของตัวรถ และนำพากระแสลมเหล่านั้นไปหล่อเลี้ยงระบบระบายความร้อนที่สำคัญของเครื่องยนต์ รวมถึงช่วยสร้างแรงกด (Downforce) ให้กับตัวรถเมื่อขับขี่ด้วยความเร็วสูง ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของหลักอากาศพลศาสตร์ที่ McLaren ดึงมาจากประสบการณ์ในสนามแข่ง F1 โดยตรง ด้วยประตู Anhedral Doors นี้เอง กระแสลมจึงสามารถไหลเวียนได้อย่างลื่นไหล ลดแรงต้านอากาศ (Drag) และเพิ่มประสิทธิภาพในการทรงตัวของรถได้อย่างน่าทึ่ง
เมื่อพิจารณามิติตัวถังของ McLaren W1 จะพบว่ามันถูกออกแบบมาอย่างเหมาะสมเพื่อสมรรถนะ
ความยาว: 4,635 มิลลิเมตร
ความกว้าง: 2,191 มิลลิเมตร
ความสูง: 1,182 มิลลิเมตร
ระยะฐานล้อ: 2,680 มิลลิเมตร
ระยะฐานล้อที่สั้นกว่าเมื่อเทียบกับรถในขนาดใกล้เคียงกัน แสดงให้เห็นถึงความตั้งใจในการสร้างรถที่ว่องไว มีความคล่องตัวสูง และตอบสนองต่อการบังคับเลี้ยวได้อย่างรวดเร็ว ซึ่งเป็นคุณสมบัติที่สำคัญสำหรับการขับขี่ในสนามแข่งและถนนที่คดเคี้ยว การจัดวางองค์ประกอบต่างๆ ที่เป็นเอกลักษณ์นี้ ทำให้ W1 สามารถสร้างแรงกดได้สูงสุดถึง 1,000 กิโลกรัม ซึ่งเป็นตัวเลขที่น่าทึ่งสำหรับรถยนต์ถนน และสะท้อนให้เห็นถึงความลึกซึ้งในด้านวิศวกรรมหลักอากาศพลศาสตร์ที่ McLaren ถ่ายทอดมาจากสนามแข่งฟอร์มูล่าวัน
ล้อของ McLaren W1 ก็ถูกเลือกมาอย่างพิถีพิถัน โดยใช้ล้อขนาด 19 นิ้วที่ด้านหน้า และ 20 นิ้วที่ด้านหลัง การใช้ขนาดล้อที่แตกต่างกันเช่นนี้ มีส่วนช่วยในการปรับสมดุลของรถ การยึดเกาะถนน และการตอบสนองในการบังคับเลี้ยว ซึ่งถูกรัดด้วยยาง Pirelli P ZERO™ หรือ Pirelli P ZERO Trofeo RS ซึ่งเป็นยางสมรรถนะสูงที่ถูกพัฒนามาเป็นพิเศษเพื่อให้สามารถรับมือกับพละกำลังมหาศาลและการยึดเกาะถนนในระดับที่ไม่ธรรมดา
ห้องโดยสาร: วิหารแห่งการขับขี่ที่เชื่อมโยงคนและเครื่องจักร
ภายในห้องโดยสารของ McLaren W1 ถูกจำกัดไว้สำหรับผู้โดยสารเพียง 2 คนเท่านั้น ซึ่งเน้นย้ำถึงปรัชญาที่มุ่งเน้นประสบการณ์การขับขี่เป็นศูนย์กลางอย่างแท้จริง และการออกแบบที่มุ่งลดน้ำหนักสูงสุด เบาะนั่งที่ถูกผนวกเข้ากับโครงสร้างตัวถัง Aerocell ไม่เพียงแต่ช่วยลดน้ำหนัก แต่ยังทำให้ผู้ขับขี่รู้สึกเป็นหนึ่งเดียวกับรถ สัมผัสถึงทุกการเคลื่อนไหว ทุกแรงสั่นสะเทือน และทุกการตอบสนองของตัวรถได้อย่างลึกซึ้ง
ทัศนวิสัยภายในห้องโดยสารได้รับการออกแบบมาให้เหนือกว่าซูเปอร์คาร์รุ่นอื่นๆ อย่างเห็นได้ชัด ไม่ว่าจะเป็นการขับขี่ในสนามแข่งที่ต้องมองเห็นจุดยอดโค้งได้อย่างแม่นยำ หรือการขับขี่บนถนนหลวงที่ต้องการความปลอดภัยและสบายตา การออกแบบเสา A ที่บางเป็นพิเศษและการจัดวางกระจกหน้าต่างที่เหมาะสม ช่วยให้ผู้ขับขี่สามารถมองเห็นสภาพแวดล้อมได้อย่างกว้างขวาง ลดจุดบอดและเพิ่มความมั่นใจในการควบคุมรถ
แป้นเหยียบ พวงมาลัย และหน่วยควบคุมหลักต่างๆ ล้วนถูกออกแบบมาโดยคำนึงถึงหลักสรีรศาสตร์สูงสุด เพื่อให้ผู้ขับขี่สามารถเข้าถึงและควบคุมฟังก์ชันต่างๆ ได้อย่างง่ายดายและเป็นธรรมชาติที่สุด การปรับตำแหน่งแป้นเหยียบและพวงมาลัย ทำให้ผู้ขับขี่สามารถปรับแต่งท่านั่งให้เข้ากับความต้องการส่วนตัวได้อย่างสมบูรณ์แบบ ซึ่งเป็นสิ่งที่หาได้ยากในรถยนต์สมรรถนะสูงทั่วไป นอกจากนี้ McLaren ยังมอบอิสระในการตกแต่งวัสดุภายในห้องโดยสารได้อย่างไร้ขีดจำกัด เจ้าของรถสามารถเลือกสรรวัสดุชั้นเลิศ สีสัน และลวดลายได้ตามใจนึกผ่านแผนก McLaren Special Operations (MSO) เพื่อสร้างสรรค์ W1 ที่สะท้อนบุคลิกและความชอบส่วนตัวได้อย่างแท้จริง
นวัตกรรมที่น่าสนใจอีกประการคือการนำวัสดุ McLaren Innoknit มาใช้เป็นครั้งแรกในห้องโดยสาร วัสดุนี้เป็นเส้นใยที่มีความยืดหยุ่นสูงและน้ำหนักเบามาก ซึ่งไม่เพียงแต่ให้ความรู้สึกสัมผัสที่พิเศษ แต่ยังช่วยลดน้ำหนักรวมของตัวรถได้อีกด้วย ซึ่งทุกกรัมที่ลดลงไปนั้น ล้วนส่งผลต่อสมรรถนะการขับขี่โดยตรง
แม้จะเน้นที่สมรรถนะ แต่ McLaren W1 ก็ยังคำนึงถึงการใช้งานจริงบ้างเล็กน้อย ด้วยช่องเก็บของด้านหลังเบาะที่มีความจุ 117 ลิตร ซึ่งสามารถเข้าถึงได้ด้วยการถอดพนักพิงออก ช่องเก็บของนี้มีขนาดใหญ่พอที่จะใส่หมวกกันน็อคได้ถึง 2 ใบ ซึ่งแสดงให้เห็นว่า W1 ไม่ได้ถูกสร้างมาเพื่อวิ่งในสนามแข่งเท่านั้น แต่ยังสามารถใช้งานบนถนนได้ในชีวิตประจำวันสำหรับผู้ที่ต้องการความตื่นเต้นในทุกๆ การเดินทาง
ขุมพลังไฮบริด: การผสานรวมที่ไร้ที่ติของพละกำลังและเทคโนโลยี
หัวใจของ McLaren W1 คือขุมพลังที่น่าทึ่ง ด้วยเครื่องยนต์เบนซิน V8 ขนาด 4.0 ลิตร เทอร์โบคู่ วางกลางลำ พร้อมพ่วงระบบ Hybrid ที่ล้ำสมัย การผสมผสานระหว่างเครื่องยนต์สันดาปภายในและมอเตอร์ไฟฟ้า ทำให้ W1 สามารถรีดพละกำลังสูงสุดได้อย่างน่าทึ่งถึง 1,275 แรงม้า และแรงบิดสูงสุดมหาศาลถึง 1,340 นิวตันเมตร ซึ่งมาถึงตั้งแต่ช่วง 4,500 – 5,000 รอบ/นาที แรงบิดที่มาอย่างรวดเร็วและต่อเนื่องนี้ รับประกันการเร่งแซงที่ฉับไวและดุดันในทุกสถานการณ์
เครื่องยนต์ V8 เทอร์โบคู่นั้นขึ้นชื่อเรื่องการส่งกำลังที่รวดเร็วและตอบสนองได้ดีเยี่ยม แต่เมื่อผสานกับระบบไฮบริด มอเตอร์ไฟฟ้าจะเข้ามาช่วยเติมเต็ม “แรงบิดชั่วขณะ” (Torque Fill) ในช่วงรอบเครื่องยนต์ต่ำ ก่อนที่เทอร์โบชาร์จเจอร์จะทำงานอย่างเต็มที่ ซึ่งช่วยลดอาการรอรอบ (Turbo Lag) ได้อย่างสมบูรณ์ ทำให้ W1 มีอัตราเร่งที่รุนแรงและต่อเนื่องตั้งแต่รอบเดินเบาไปจนถึงรอบเครื่องยนต์สูงสุด
พละกำลังมหาศาลนี้ถูกส่งผ่านเกียร์อัตโนมัติ DCT 8 จังหวะ (Dual-Clutch Transmission) ซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่ถ่ายทอดจากสนามแข่ง เกียร์ DCT ขึ้นชื่อเรื่องการเปลี่ยนเกียร์ที่รวดเร็วและราบรื่นแทบจะในทันที ทำให้การส่งกำลังไปยังล้อคู่หลังเป็นไปอย่างต่อเนื่องและมีประสิทธิภาพสูงสุด ระบบ E-Reverse ที่ควบคุมด้วยไฟฟ้ายังช่วยเพิ่มความสะดวกสบายในการใช้งานและลดความซับซ้อนของระบบเกียร์
ตัวเลขสมรรถนะของ McLaren W1 ถือเป็นเครื่องพิสูจน์ถึงความสุดยอดของวิศวกรรมยานยนต์ในปี 2025:
อัตราเร่ง 0 – 100 กิโลเมตร/ชั่วโมง: ภายใน 2.7 วินาที
อัตราเร่ง 0 – 200 กิโลเมตร/ชั่วโมง: ภายใน 5.8 วินาที
อัตราเร่ง 0 – 300 กิโลเมตร/ชั่วโมง: ภายใน 12.7 วินาที
ความเร็วสูงสุด: ถูกจำกัดไว้ที่ 350 กิโลเมตร/ชั่วโมง
อัตราเร่งที่น่าทึ่งเหล่านี้ทำให้ W1 อยู่ในกลุ่มหัวแถวของไฮเปอร์คาร์ระดับโลก ประสบการณ์การถูกกดติดเบาะจากการออกตัวที่รุนแรงนั้นเป็นสิ่งที่ยากจะลืมเลือน และความสามารถในการพุ่งทะยานจาก 0 ถึง 300 กม./ชม. ในเวลาไม่ถึง 13 วินาที คือเครื่องยืนยันถึงความเหนือชั้นของขุมพลังและระบบส่งกำลัง ความเร็วสูงสุดที่ 350 กม./ชม. นั้น อาจดูเหมือนถูกจำกัด แต่ในความเป็นจริงแล้ว นี่คือความเร็วที่เกินกว่าการใช้งานบนถนนสาธารณะ และยังคงรักษาเสถียรภาพและความปลอดภัยของรถไว้ได้อย่างสมบูรณ์แบบ
เทคโนโลยีไฮบริดและระบบเบรก: ความสมดุลแห่งสมรรถนะและความปลอดภัย
ในยุคที่ความยั่งยืนเป็นสิ่งสำคัญ ระบบไฮบริดของ McLaren W1 ไม่ได้เป็นเพียงแค่การเพิ่มพละกำลัง แต่ยังสะท้อนถึงวิสัยทัศน์ของ McLaren ในการผสานสมรรถนะเข้ากับประสิทธิภาพการใช้พลังงาน แบตเตอรี่ขนาด 1.384 kWh แม้จะดูเล็กน้อยเมื่อเทียบกับรถยนต์ไฟฟ้าทั่วไป แต่ก็เพียงพอที่จะให้ W1 สามารถขับขี่ด้วยพลังงานไฟฟ้าเพียงอย่างเดียวได้ไกลถึง 2 กิโลเมตร ซึ่งเหมาะสำหรับการขับขี่ในเมืองที่ต้องการความเงียบสงบหรือการเคลื่อนที่ในพื้นที่ส่วนบุคคล โดยไม่ปล่อยมลพิษ
ระบบรองรับการชาร์จไฟผ่านสาย EVSE ซึ่งใช้เวลาเพียง 22 นาทีในการชาร์จแบตเตอรี่จนถึงระดับ 80% ซึ่งถือว่ารวดเร็วและสะดวกสบายสำหรับรถในกลุ่มนี้ การมีระบบไฮบริดยังช่วยให้ W1 สามารถนำพลังงานจากการเบรกกลับไปเก็บในแบตเตอรี่ได้ (Regenerative Braking) ซึ่งเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานโดยรวม
ด้วยน้ำหนักตัวเพียง 1,399 กิโลกรัม ซึ่งถือว่าเบาอย่างไม่น่าเชื่อสำหรับรถที่มีระบบไฮบริดและโครงสร้างที่ซับซ้อนเช่นนี้ น้ำหนักที่เบาเป็นหัวใจสำคัญของปรัชญา McLaren มาโดยตลอด เพราะทุกกิโลกรัมที่ลดลงไป ย่อมหมายถึงการควบคุมที่ดีขึ้น อัตราเร่งที่เร็วขึ้น และประสิทธิภาพในการเบรกที่เหนือกว่า
เมื่อพูดถึงการเบรก McLaren W1 มาพร้อมระบบเบรกที่ออกแบบมาเพื่อรองรับพละกำลังมหาศาลได้อย่างมั่นใจ คาลิปเปอร์ Monobloc ขนาด 6 สูบ พร้อมจานเบรกขนาด 390 มิลลิเมตรที่ด้านหน้า และคาลิปเปอร์ Monobloc ขนาด 4 สูบ พร้อมจานเบรกขนาด 390 มิลลิเมตรที่ด้านหลัง การใช้จานเบรกขนาดใหญ่และคาลิปเปอร์แบบ Monobloc ที่มีประสิทธิภาพสูง ทำให้ W1 สามารถสร้างแรงเสียดทานได้อย่างมหาศาลและกระจายความร้อนได้อย่างรวดเร็ว ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญสำหรับการขับขี่ในสนามแข่งหรือการขับขี่ด้วยความเร็วสูงบนถนนหลวง
สมรรถนะการเบรกที่น่าประทับใจ:
เบรกจาก 200 กิโลเมตร/ชั่วโมง จนถึงจุดหยุดนิ่ง: ภายในระยะทาง 100 เมตร
เบรกจาก 100 กิโลเมตร/ชั่วโมง จนถึงจุดหยุดนิ่ง: ภายในระยะทาง 29 เมตร
ตัวเลขเหล่านี้แสดงให้เห็นถึงความสามารถในการลดความเร็วของ W1 ได้อย่างรวดเร็วและปลอดภัยอย่างเหลือเชื่อ ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญไม่แพ้ความสามารถในการเร่งความเร็ว เพราะความมั่นใจในการเบรกคือหัวใจสำคัญที่ทำให้ผู้ขับขี่สามารถปลดปล่อยศักยภาพของรถได้อย่างเต็มที่
ราคาและสถานะการเป็นเจ้าของ: ความพิเศษที่ไร้การรอคอย
McLaren W1 ไม่ได้เป็นเพียงแค่รถยนต์ แต่เป็นสินทรัพย์ที่มีมูลค่าสูงและเป็นที่ปรารถนาอย่างยิ่ง ราคาจำหน่ายเริ่มต้นที่ 2.1 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 70,246,050 บาท (ยังไม่รวมภาษีนำเข้าและภาษีอื่นๆ ซึ่งอาจทำให้ราคาสูงขึ้นอีกหลายเท่าตัวเมื่อมาถึงประเทศไทย) ตัวเลขนี้สะท้อนถึงความพิเศษของนวัตกรรม งานฝีมือ และสมรรถนะที่ W1 นำเสนอ
และสิ่งที่เน้นย้ำถึงสถานะความเป็นเลิศของ W1 คือการจำกัดจำนวนการผลิตเพียง 399 คันทั่วโลก ซึ่งในปัจจุบันนี้ ทั้งหมดได้ถูกจับจองเป็นเจ้าของโดยนักสะสมและผู้ที่หลงใหลในยานยนต์สมรรถนะสูงเป็นที่เรียบร้อยแล้วตั้งแต่ก่อนการเปิดตัวอย่างเป็นทางการด้วยซ้ำ นี่คือเครื่องยืนยันถึงชื่อเสียงอันแข็งแกร่งของ McLaren และความเชื่อมั่นที่ผู้คนมีต่อรถยนต์ที่พวกเขาผลิต ความพิเศษเช่นนี้ทำให้ McLaren W1 ไม่ได้เป็นเพียงแค่รถยนต์ แต่เป็นของสะสมล้ำค่า เป็นการลงทุนในงานศิลปะที่เคลื่อนที่ได้ และเป็นเครื่องบ่งบอกรสนิยมอันเหนือระดับของผู้ครอบครอง
บทสรุป: มรดกแห่งอนาคต
McLaren W1 คือการเดินทางครั้งใหม่สู่ขีดสุดของวิศวกรรมยานยนต์ มันคือบทสรุปของประสบการณ์อันยาวนานของ McLaren ในการสร้างรถยนต์สมรรถนะสูงที่ไร้ที่ติ และเป็นก้าวสำคัญในการกำหนดทิศทางของไฮเปอร์คาร์ในอนาคตปี 2025 W1 ไม่ได้เป็นเพียงแค่รถยนต์ที่เร็วที่สุด หรือทรงพลังที่สุด แต่มันคือการผสมผสานที่ลงตัวระหว่างศิลปะ วิทยาศาสตร์ และความหลงใหลในการขับขี่ที่แท้จริง
จากโครงสร้าง Aerocell ที่ปฏิวัติวงการ ไปจนถึงขุมพลังไฮบริดที่เร้าใจ และห้องโดยสารที่ถูกรังสรรค์มาเพื่อผู้ขับขี่โดยเฉพาะ McLaren W1 คือบทพิสูจน์ว่า McLaren ยังคงเป็นผู้นำในการผลักดันขีดจำกัดของสิ่งที่เป็นไปได้ในโลกแห่งยานยนต์ และสำหรับผู้ที่ได้ครอบครอง 1 ใน 399 คันนี้ พวกเขาไม่เพียงแต่ได้ครอบครองซูเปอร์คาร์ แต่ยังได้ครอบครองตำนานบทใหม่ที่พร้อมจะถูกจารึกไว้ในหน้าประวัติศาสตร์ยานยนต์ไปอีกนานแสนนาน

